หนอนกระทู้หอม: อาการใบหอมเป็นรอยขาว เกณฑ์พ่น และวิธีคุมหนอนดื้อยา

โดย · เผยแพร่ 5 พฤศจิกายน 2569
หนอนกระทู้หอม: อาการใบหอมเป็นรอยขาว เกณฑ์พ่น และวิธีคุมหนอนดื้อยา

หนอนกระทู้หอม เจาะกินเนื้อเยื่อด้านในหลอดใบหอมและใบกระเทียม ทำให้ใบเป็นรอยขาวใสแล้วหักพับ ถ้าปล่อยไว้จะไชลงถึงหัวจนเก็บผลผลิตไม่ได้ จุดตัดสินใจที่ใช้ได้จริงคือ เมื่อสุ่มสำรวจพบต้นที่มีรอยทำลายเกิน 10 เปอร์เซ็นต์ ให้เริ่มพ่นทันที และต้องพ่นตอนหนอนยังตัวเล็กเพิ่งฟักจากไข่ เพราะหนอนวัยแก่หลบในหลอดใบที่ละอองสารเข้าไม่ถึง และดื้อสารฆ่าแมลงได้เร็ว

หนอนกระทู้หอมคืออะไร ทำลายหอมแดงกับกระเทียมตรงไหน

หนอนกระทู้หอมคือหนอนของผีเสื้อกลางคืนสกุลสโปดอปเทอร่า ตัวหนอนเจาะรูเล็ก ๆ เข้าไปอยู่ในหลอดใบหอมหรือใบกระเทียมแล้วกัดกินเนื้อเยื่อจากด้านใน ทำให้ใบเป็นรอยขาวโพลนเป็นทางยาว เมื่อหนอนโตขึ้นจะออกมากัดกินใบภายนอกและไชลงไปทำลายหัวใต้ดิน

ข้อมูลของกรมวิชาการเกษตรระบุว่าหนอนชนิดนี้เมื่อโตเต็มที่มีขนาดประมาณ 2 คูณ 20 มิลลิเมตร ผิวลำตัวเรียบมัน สีเปลี่ยนไปตามพืชอาหารและระยะลอกคราบ จึงพบทั้งสีเขียว น้ำตาล และเทาดำในแปลงเดียวกัน ระยะหนอนกินเวลา 15 ถึง 18 วัน แล้วทิ้งตัวเข้าดักแด้ในดินใกล้โคนต้นอีก 5 ถึง 7 วันก่อนออกเป็นผีเสื้อรุ่นใหม่

อาการหนอนกระทู้หอมเป็นแบบไหน แยกจากโรคใบจุดและไรได้อย่างไร

อาการเฉพาะของหนอนกระทู้หอมคือมีรูเจาะขนาดเท่าปลายเข็มบนหลอดใบ ภายในใบเป็นรอยขาวใสเหมือนถูกขูดจากด้านใน และมักพบเม็ดมูลหนอนสีเขียวดำค้างในหลอดใบ ผ่าหลอดใบดูจะเจอตัวหนอนข้างใน ต่างจากโรคที่เกิดเป็นแผลบนผิวใบและไม่มีมูลหนอน

สิ่งที่เห็น หนอนกระทู้หอม โรคใบจุดจากเชื้อรา ไรศัตรูหอมและกระเทียม
ลักษณะแผล รูเจาะเล็ก ใบขาวใสเป็นทางจากด้านใน จุดหรือแผลรูปรีบนผิวใบ ขอบแผลชัด ใบซีด บิดเป็นคลื่น ไม่มีรูเจาะ
สิ่งที่พบเพิ่ม มูลหนอนสีเขียวดำ ตัวหนอนในหลอดใบ คราบเชื้อเมื่อใบชื้น จุดเล็กขยับได้เมื่อส่องแว่น
กลุ่มสารที่ใช้ สารกำจัดแมลงหรือชีวภัณฑ์ไวรัสเอ็นพีวี สารป้องกันกำจัดโรคพืช สารกำจัดไรโดยเฉพาะ

ถ้าหอมแดงใบบิดเป็นเกลียวโดยไม่มีรูเจาะ ให้เทียบกับอาการของโรคหอมเลื้อย ซึ่งต้องจัดการที่หัวพันธุ์

หนอนกระทู้หอมวัยเล็กกัดกินใบพืช ระยะที่ป้องกันกำจัดได้ผลดีที่สุด
หนอนวัยเล็กยังกัดกินอยู่ด้านนอกใบ เป็นช่วงที่สารและชีวภัณฑ์เข้าถึงตัวหนอนได้ง่ายที่สุด เมื่อโตขึ้นจะหลบเข้าไปในหลอดใบ

สำรวจแปลงหอมอย่างไรให้เจอหนอนตั้งแต่ยังเล็ก

เดินสำรวจแบบทแยงมุมทั่วแปลง สุ่มนับ 25 จุดต่อไร่ ตามวิธีที่เอกสารเตือนภัยของกรมส่งเสริมการเกษตรแนะนำ ดูทั้งกลุ่มไข่บนใบและรอยเจาะบนหลอดใบ แล้วคิดเป็นเปอร์เซ็นต์ต้นที่ถูกทำลาย การสำรวจสัปดาห์ละ 2 ครั้งในช่วงต้นเล็กจะจับการระบาดได้ก่อนหนอนโตพ้นระยะที่คุมได้

  • กลุ่มไข่บนใบหรือใต้ใบ เกณฑ์เตือนภัยที่ใช้คือพบกลุ่มไข่เฉลี่ย 0.5 กลุ่มต่อ 1 ตารางเมตร จากการสุ่มนับแบบทแยงมุม 25 จุดต่อไร่
  • รูเจาะใหม่ที่ขอบรูยังสดและมีมูลหนอนติดอยู่ บอกว่าหนอนยังอยู่ในต้นนั้น
  • ตัวหนอนขนาดเล็กที่เพิ่งฟัก ซึ่งศูนย์วิจัยพืชไร่นครสวรรค์ กรมวิชาการเกษตร ระบุว่าเป็นระยะที่การป้องกันกำจัดได้ผลดีที่สุด

ตัวเต็มวัยวางไข่ตอนกลางคืน แปลงที่ใช้กับดักแสงไฟจะเห็นผีเสื้อเพิ่มขึ้นก่อนรอยทำลายปรากฏ เป็นสัญญาณให้สำรวจถี่ขึ้น

ผีเสื้อกลางคืนตัวเต็มวัยของหนอนกระทู้หอมที่เข้าวางไข่ในแปลงหอม
ตัวเต็มวัยเป็นผีเสื้อกลางคืนที่เข้าวางไข่ การเห็นผีเสื้อมากขึ้นรอบแปลงเป็นสัญญาณให้เพิ่มรอบสำรวจ

พบรอยทำลายกี่เปอร์เซ็นต์ถึงต้องเริ่มพ่น

เกณฑ์ที่เอกสารเตือนภัยของกรมส่งเสริมการเกษตรใช้กับหอมแดงและหอมหัวใหญ่คือ เมื่อพบต้นที่มีรอยทำลายเกิน 10 เปอร์เซ็นต์ ให้เริ่มพ่นไวรัสเอ็นพีวีทุก 7 วัน และถ้าระบาดรุนแรงเกิน 20 เปอร์เซ็นต์ ให้พ่นติดต่อกัน 2 ครั้งห่างกัน 4 วัน การยึดเกณฑ์ทำให้ไม่ต้องพ่นตามปฏิทิน

สิ่งที่สำรวจพบ สิ่งที่ควรทำ
ยังไม่พบรอยทำลาย หรือพบไม่ถึง 10 เปอร์เซ็นต์ของต้น ยังไม่ต้องพ่น เก็บกลุ่มไข่และตัวหนอนไปทำลาย สำรวจซ้ำใน 3 ถึง 4 วัน
พบกลุ่มไข่เฉลี่ย 0.5 กลุ่มต่อตารางเมตร จากการสุ่ม 25 จุดต่อไร่ ถึงเกณฑ์เตือนภัย เตรียมพ่นให้ตรงช่วงที่ไข่เริ่มฟักเป็นหนอนเล็ก
พบต้นที่มีรอยทำลายเกิน 10 เปอร์เซ็นต์ เริ่มพ่นไวรัสเอ็นพีวีของหนอนกระทู้หอม อัตรา 20 ถึง 30 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร ทุก 7 วัน
ระบาดรุนแรงเกิน 20 เปอร์เซ็นต์ของต้น พ่นติดต่อกัน 2 ครั้งห่างกัน 4 วัน และพิจารณาสลับใช้สารกำจัดแมลงที่กรมวิชาการเกษตรแนะนำ

ไวรัสเอ็นพีวีคุมหนอนกระทู้หอมได้จริงไหม ใช้อัตราเท่าไร

ได้ และเป็นแนวทางหลักที่กรมวิชาการเกษตรกับกรมส่งเสริมการเกษตรส่งเสริมให้ใช้กับหนอนชนิดนี้ อัตราที่เอกสารราชการระบุคือ 20 ถึง 30 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร พ่นทุก 7 วันเมื่อพบรอยทำลายเกิน 10 เปอร์เซ็นต์ ส่วนชีวภัณฑ์ของกรมวิชาการเกษตรระบุอัตราปกติ 20 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร ทุก 5 ถึง 7 วัน และเพิ่มเป็น 30 มิลลิลิตรพ่นทุก 3 วันติดกัน 2 ครั้งเมื่อระบาดรุนแรง

ทำไมไวรัสเอ็นพีวีได้ผลกับหนอนชนิดนี้

ไวรัสเอ็นพีวีจำเพาะกับหนอนแต่ละชนิด ในประเทศไทยผลิตที่จำเพาะกับหนอน 3 ชนิด คือหนอนกระทู้หอม หนอนกระทู้ผัก และหนอนเจาะสมอฝ้าย จึงต้องเลือกชนิดที่ตรงกับหนอนในแปลงจึงจะได้ผล และไวรัสไม่ทำอันตรายต่อคน สัตว์ แมลงศัตรูธรรมชาติ หรือผึ้งผสมเกสร

กลไกคือหนอนต้องกินเชื้อเข้าไป เชื้อจึงเพิ่มจำนวนในตัวหนอนแล้วทำให้ตาย ไม่ใช่สารที่ถูกตัวแล้วตายทันที จึงต้องให้ละอองเคลือบใบที่หนอนกำลังกิน และพ่นตอนหนอนยังเล็ก เพราะวัยแก่กินน้อยลงและทนเชื้อได้มากกว่า

วิธีพ่นให้ได้ผลตามอัตราที่แนะนำ

  • พ่นช่วงเย็นตามคำแนะนำของหน่วยงานส่งเสริม เพราะเป็นช่วงที่หนอนออกมากัดกินและแสงแดดไม่ทำให้เชื้อเสื่อมเร็ว
  • ผสมสารจับใบและใช้หัวฉีดแบบฝอย ให้ละอองเคลือบผิวใบที่เป็นหลอดกลมและลื่นได้ทั่ว
  • พ่นซ้ำตามรอบที่ระบุ ไม่ใช่พ่นครั้งเดียวแล้วรอดู เพราะไข่ที่ยังไม่ฟักในรอบแรกจะฟักออกมาในอีก 2 ถึง 4 วัน

สารเคมีตัวไหนใช้ได้ และทำไมหนอนกระทู้หอมดื้อยา

เอกสารของหน่วยงานในกรมส่งเสริมการเกษตรระบุคลอร์ฟีนาเพอร์ 10 เปอร์เซ็นต์ เอสซี อัตรา 40 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร สำหรับหนอนกระทู้หอมในหอมแดงและหอมหัวใหญ่ ส่วนเอกสารของสถาบันวิจัยพืชไร่และพืชทดแทนพลังงาน กรมวิชาการเกษตร ระบุอีมาเมกติน เบนโซเอต 1.92 เปอร์เซ็นต์ อีซี อัตรา 30 ถึง 40 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร อัตราต่างกันตามเอกสารและปีที่เผยแพร่ จึงต้องยึดฉลากเป็นหลัก

เหตุผลที่หนอนชนิดนี้ขึ้นชื่อเรื่องดื้อยามีสามข้อประกอบกัน ข้อแรกคือวงจรชีวิตสั้น ระยะหนอน 15 ถึง 18 วันบวกดักแด้ 5 ถึง 7 วัน ทำให้หนึ่งฤดูปลูกมีหนอนหลายรุ่นทับซ้อนกัน ยิ่งรุ่นมากยิ่งคัดตัวที่ทนสารได้เร็ว ข้อที่สองคือกินพืชหลายชนิด จึงได้รับสารจากแปลงข้างเคียงด้วย ข้อที่สามคือพ่นสารตัวเดิมซ้ำตลอดฤดู

แนวทางที่ลดปัญหานี้คือสลับกลุ่มสารที่มีกลไกออกฤทธิ์ต่างกันระหว่างรุ่นหนอน แทรกชีวภัณฑ์ไวรัสเอ็นพีวีเข้าไปในโปรแกรม และพ่นเฉพาะเมื่อถึงเกณฑ์ ถ้าจำเป็นต้องผสมสารหลายตัวในถังเดียว ควรอ่านหลักการผสมยาในถังเดียวกัน ก่อน เพราะผสมผิดคู่ทำให้สารตกตะกอนและพ่นออกมาในอัตราที่ไม่สม่ำเสมอ

ข้อผิดพลาดที่ทำให้พ่นแล้วหนอนกระทู้หอมไม่ตาย

สาเหตุที่พบบ่อยที่สุดคือพ่นช้าจนหนอนเข้าไปอยู่ในหลอดใบที่ละอองสารเข้าไม่ถึง รองลงมาคือใช้น้ำน้อยจนละอองไม่ทั่วต้น พ่นกลางวันแดดจัดจนชีวภัณฑ์เสื่อมสภาพ และใช้สารตัวเดิมซ้ำทั้งฤดู ทั้งสี่ข้อแก้ได้ด้วยการสำรวจและจับจังหวะ ไม่ใช่การเพิ่มอัตราสาร

  • เพิ่มอัตราสารเกินฉลากเมื่อพ่นไม่ได้ผล ซึ่งไม่ช่วยให้สารเข้าถึงตัวหนอน แต่เร่งการดื้อยาและเพิ่มสารตกค้าง
  • พ่นเฉพาะด้านบนทรงพุ่ม ขณะที่หนอนเล็กและกลุ่มไข่อยู่ตามซอกใบและโคนต้น
  • ไม่เก็บกลุ่มไข่และตัวหนอนไปทำลาย ซึ่งเป็นวิธีกลที่ได้ผลดีในแปลงเล็กและแทบไม่มีต้นทุน
  • ไม่ไถพรวนดินหลังเก็บเกี่ยว ทั้งที่ดักแด้อยู่ในดินใกล้โคนต้น การไถตากดินช่วยลดดักแด้รุ่นถัดไป

เคสจริงจากแปลง

สองเคสนี้มาจากคำถามที่ทักเข้ามาหาทีมเรา ขอเล่าแบบไม่ระบุตัวตน พร้อมหลักวิชาการที่ควรยึดสำหรับกรณีแบบนั้น

เคสที่ 1 หอมแดงอายุ 10 วัน กับคำถามเรื่องผสมถังเดียว

ผู้ปลูกหอมแดงรายหนึ่งทักมาถามตอนหอมอายุ 10 วัน ว่าช่วงต้นเล็กขนาดนี้พ่นได้ไหม และจะผสมกับยากำจัดแมลงหรือสารป้องกันโรคพืชในถังเดียวกันได้หรือเปล่า เพราะกังวลว่าถ้าผสมแล้วจับเป็นก้อนจะพ่นไม่ได้

สำหรับกรณีแบบนี้ หลักวิชาการที่ควรยึดคือตัดสินใจจากผลสำรวจ ไม่ใช่จากอายุต้น หอมอายุ 10 วันอ่อนไหวจริงเพราะใบยังน้อย เสียใบไปไม่กี่ใบก็กระทบการสร้างหัว แต่ถ้ายังพบรอยทำลายไม่ถึง 10 เปอร์เซ็นต์ของต้นก็ยังไม่ถึงเกณฑ์ที่ต้องพ่น ส่วนความกังวลเรื่องจับเป็นก้อนเป็นสัญญาณที่ถูกต้องว่าควรทดสอบความเข้ากันได้ในแก้วเล็กก่อนผสมลงถังใหญ่ และถ้าใช้ชีวภัณฑ์ไวรัสเอ็นพีวี การผสมกับสารที่ไม่ทราบความเข้ากันได้เสี่ยงทำให้เชื้อเสื่อมฤทธิ์ จึงปลอดภัยกว่าถ้าแยกพ่น

เคสที่ 2 กระเทียมที่พะเยา ยังรอจังหวะพ่น

อีกเคสเป็นผู้ปลูกกระเทียมในจังหวัดพะเยา ที่วางแผนลงปลูกช่วงเดือนตุลาคม และตอนที่คุยกันยังอยู่ในช่วงรอจังหวะพ่น ยังไม่ได้ลงมือ

หลักวิชาการที่ควรยึดสำหรับกระเทียมปลูกใหม่ช่วงปลายฝนต่อต้นหนาวคือ เริ่มเดินสำรวจตั้งแต่ใบเริ่มตั้ง ไม่ต้องพ่นล่วงหน้าแบบปฏิทิน เพราะจังหวะที่คุ้มค่าที่สุดคือช่วงที่ไข่เริ่มฟักเป็นหนอนเล็ก สำรวจทุก 3 ถึง 4 วันในระยะต้นเล็กจะจับจังหวะนี้ได้เอง รายละเอียดการเตรียมหัวพันธุ์และระยะปลูกอยู่ในบทความเรื่องปลูกกระเทียม

คำถามที่พบบ่อย

หนอนกระทู้หอมเข้าทำลายหอมแดงช่วงอายุเท่าไร

เข้าได้ตั้งแต่ต้นยังเล็กไปจนก่อนเก็บเกี่ยว แต่ช่วงที่เสียหายหนักที่สุดคือระยะต้นเล็กที่ใบยังน้อย เพราะใบที่ถูกเจาะไปไม่กี่ใบก็กระทบการสะสมอาหารลงหัว แปลงปลูกใหม่ควรเริ่มสำรวจตั้งแต่ใบเริ่มตั้ง ไม่ควรรอให้เห็นใบขาวทั้งแปลงจึงพ่น

พ่นไวรัสเอ็นพีวีกำจัดหนอนกระทู้หอมกี่วันหนอนจะตาย

ไวรัสเอ็นพีวีไม่ทำให้หนอนตายทันทีเหมือนสารสัมผัส เพราะหนอนต้องกินเชื้อเข้าไปแล้วเชื้อจึงเพิ่มจำนวนในตัวหนอน จึงเห็นหนอนกินน้อยลงและเคลื่อนไหวช้าลงก่อนตาย เอกสารราชการแนะนำให้พ่นซ้ำทุก 7 วัน หรือทุก 5 ถึง 7 วันตามชีวภัณฑ์ที่ใช้ ไม่ใช่พ่นครั้งเดียวแล้วรอดูผล

หนอนกระทู้หอมกับหนอนกระทู้ผักใช้ไวรัสเอ็นพีวีตัวเดียวกันได้ไหม

ไม่ได้ เพราะไวรัสเอ็นพีวีจำเพาะกับหนอนแต่ละชนิด ในประเทศไทยผลิตแยกเป็น 3 ชนิด คือหนอนกระทู้หอม หนอนกระทู้ผัก และหนอนเจาะสมอฝ้าย ถ้าใช้ผิดชนิดจะไม่เห็นผล จึงต้องระบุชนิดหนอนให้ได้ก่อน โดยดูจากรอยทำลายและตัวหนอนที่พบในแปลง

ปลูกหอมหรือกระเทียมติดไร่มันสำปะหลังเสี่ยงหนอนกระทู้หอมมากขึ้นไหม

เสี่ยงมากขึ้น เพราะหนอนกระทู้หอมกินพืชได้หลายชนิด และมีรายงานการระบาดในไร่มันสำปะหลังจนกรมส่งเสริมการเกษตรต้องส่งทีมลงพื้นที่เฝ้าระวัง แปลงที่ติดพืชอาหารเหล่านี้ควรเพิ่มรอบสำรวจ โดยเฉพาะหลังแปลงข้างเคียงเก็บเกี่ยว เพราะผีเสื้อจะย้ายมาวางไข่ในแปลงที่ยังเขียว

แหล่งอ้างอิง

สรุป

การคุมหนอนกระทู้หอมให้อยู่ไม่ได้ขึ้นกับว่าสารตัวไหนแรงที่สุด แต่อยู่ที่การเดินสำรวจให้เจอหนอนตอนยังตัวเล็ก ยึดเกณฑ์รอยทำลายเกิน 10 เปอร์เซ็นต์เป็นจุดเริ่มพ่น ใช้ไวรัสเอ็นพีวีในอัตราที่ทางราชการแนะนำควบคู่กับการสลับกลุ่มสาร เก็บกลุ่มไข่ไปทำลาย และไถพรวนดินหลังเก็บเกี่ยว ทำครบชุดนี้จะใช้สารน้อยลงแต่คุมได้นิ่งกว่าการพ่นถี่โดยไม่สำรวจ

หากต้องการคำแนะนำให้เหมาะกับแปลงของคุณ ทักทีมงานได้ที่นี่

พงษ์ปกรณ์ เศรษฐ์คุณาธิป — ผู้ดูแลแบรนด์เอฟอชและทีมให้คำปรึกษาเกษตรกร เขียนจากคำถามและปัญหาที่เจอในแปลงลูกค้าจริง
เกี่ยวกับผู้เขียน →
← กลับไปหน้าบทความ