หนอนกระทู้หอม: อาการใบหอมเป็นรอยขาว เกณฑ์พ่น และวิธีคุมหนอนดื้อยา

หนอนกระทู้หอม เจาะกินเนื้อเยื่อด้านในหลอดใบหอมและใบกระเทียม ทำให้ใบเป็นรอยขาวใสแล้วหักพับ ถ้าปล่อยไว้จะไชลงถึงหัวจนเก็บผลผลิตไม่ได้ จุดตัดสินใจที่ใช้ได้จริงคือ เมื่อสุ่มสำรวจพบต้นที่มีรอยทำลายเกิน 10 เปอร์เซ็นต์ ให้เริ่มพ่นทันที และต้องพ่นตอนหนอนยังตัวเล็กเพิ่งฟักจากไข่ เพราะหนอนวัยแก่หลบในหลอดใบที่ละอองสารเข้าไม่ถึง และดื้อสารฆ่าแมลงได้เร็ว
หนอนกระทู้หอมคืออะไร ทำลายหอมแดงกับกระเทียมตรงไหน
หนอนกระทู้หอมคือหนอนของผีเสื้อกลางคืนสกุลสโปดอปเทอร่า ตัวหนอนเจาะรูเล็ก ๆ เข้าไปอยู่ในหลอดใบหอมหรือใบกระเทียมแล้วกัดกินเนื้อเยื่อจากด้านใน ทำให้ใบเป็นรอยขาวโพลนเป็นทางยาว เมื่อหนอนโตขึ้นจะออกมากัดกินใบภายนอกและไชลงไปทำลายหัวใต้ดิน
ข้อมูลของกรมวิชาการเกษตรระบุว่าหนอนชนิดนี้เมื่อโตเต็มที่มีขนาดประมาณ 2 คูณ 20 มิลลิเมตร ผิวลำตัวเรียบมัน สีเปลี่ยนไปตามพืชอาหารและระยะลอกคราบ จึงพบทั้งสีเขียว น้ำตาล และเทาดำในแปลงเดียวกัน ระยะหนอนกินเวลา 15 ถึง 18 วัน แล้วทิ้งตัวเข้าดักแด้ในดินใกล้โคนต้นอีก 5 ถึง 7 วันก่อนออกเป็นผีเสื้อรุ่นใหม่
อาการหนอนกระทู้หอมเป็นแบบไหน แยกจากโรคใบจุดและไรได้อย่างไร
อาการเฉพาะของหนอนกระทู้หอมคือมีรูเจาะขนาดเท่าปลายเข็มบนหลอดใบ ภายในใบเป็นรอยขาวใสเหมือนถูกขูดจากด้านใน และมักพบเม็ดมูลหนอนสีเขียวดำค้างในหลอดใบ ผ่าหลอดใบดูจะเจอตัวหนอนข้างใน ต่างจากโรคที่เกิดเป็นแผลบนผิวใบและไม่มีมูลหนอน
| สิ่งที่เห็น | หนอนกระทู้หอม | โรคใบจุดจากเชื้อรา | ไรศัตรูหอมและกระเทียม |
|---|---|---|---|
| ลักษณะแผล | รูเจาะเล็ก ใบขาวใสเป็นทางจากด้านใน | จุดหรือแผลรูปรีบนผิวใบ ขอบแผลชัด | ใบซีด บิดเป็นคลื่น ไม่มีรูเจาะ |
| สิ่งที่พบเพิ่ม | มูลหนอนสีเขียวดำ ตัวหนอนในหลอดใบ | คราบเชื้อเมื่อใบชื้น | จุดเล็กขยับได้เมื่อส่องแว่น |
| กลุ่มสารที่ใช้ | สารกำจัดแมลงหรือชีวภัณฑ์ไวรัสเอ็นพีวี | สารป้องกันกำจัดโรคพืช | สารกำจัดไรโดยเฉพาะ |
ถ้าหอมแดงใบบิดเป็นเกลียวโดยไม่มีรูเจาะ ให้เทียบกับอาการของโรคหอมเลื้อย ซึ่งต้องจัดการที่หัวพันธุ์

สำรวจแปลงหอมอย่างไรให้เจอหนอนตั้งแต่ยังเล็ก
เดินสำรวจแบบทแยงมุมทั่วแปลง สุ่มนับ 25 จุดต่อไร่ ตามวิธีที่เอกสารเตือนภัยของกรมส่งเสริมการเกษตรแนะนำ ดูทั้งกลุ่มไข่บนใบและรอยเจาะบนหลอดใบ แล้วคิดเป็นเปอร์เซ็นต์ต้นที่ถูกทำลาย การสำรวจสัปดาห์ละ 2 ครั้งในช่วงต้นเล็กจะจับการระบาดได้ก่อนหนอนโตพ้นระยะที่คุมได้
- กลุ่มไข่บนใบหรือใต้ใบ เกณฑ์เตือนภัยที่ใช้คือพบกลุ่มไข่เฉลี่ย 0.5 กลุ่มต่อ 1 ตารางเมตร จากการสุ่มนับแบบทแยงมุม 25 จุดต่อไร่
- รูเจาะใหม่ที่ขอบรูยังสดและมีมูลหนอนติดอยู่ บอกว่าหนอนยังอยู่ในต้นนั้น
- ตัวหนอนขนาดเล็กที่เพิ่งฟัก ซึ่งศูนย์วิจัยพืชไร่นครสวรรค์ กรมวิชาการเกษตร ระบุว่าเป็นระยะที่การป้องกันกำจัดได้ผลดีที่สุด
ตัวเต็มวัยวางไข่ตอนกลางคืน แปลงที่ใช้กับดักแสงไฟจะเห็นผีเสื้อเพิ่มขึ้นก่อนรอยทำลายปรากฏ เป็นสัญญาณให้สำรวจถี่ขึ้น

พบรอยทำลายกี่เปอร์เซ็นต์ถึงต้องเริ่มพ่น
เกณฑ์ที่เอกสารเตือนภัยของกรมส่งเสริมการเกษตรใช้กับหอมแดงและหอมหัวใหญ่คือ เมื่อพบต้นที่มีรอยทำลายเกิน 10 เปอร์เซ็นต์ ให้เริ่มพ่นไวรัสเอ็นพีวีทุก 7 วัน และถ้าระบาดรุนแรงเกิน 20 เปอร์เซ็นต์ ให้พ่นติดต่อกัน 2 ครั้งห่างกัน 4 วัน การยึดเกณฑ์ทำให้ไม่ต้องพ่นตามปฏิทิน
| สิ่งที่สำรวจพบ | สิ่งที่ควรทำ |
|---|---|
| ยังไม่พบรอยทำลาย หรือพบไม่ถึง 10 เปอร์เซ็นต์ของต้น | ยังไม่ต้องพ่น เก็บกลุ่มไข่และตัวหนอนไปทำลาย สำรวจซ้ำใน 3 ถึง 4 วัน |
| พบกลุ่มไข่เฉลี่ย 0.5 กลุ่มต่อตารางเมตร จากการสุ่ม 25 จุดต่อไร่ | ถึงเกณฑ์เตือนภัย เตรียมพ่นให้ตรงช่วงที่ไข่เริ่มฟักเป็นหนอนเล็ก |
| พบต้นที่มีรอยทำลายเกิน 10 เปอร์เซ็นต์ | เริ่มพ่นไวรัสเอ็นพีวีของหนอนกระทู้หอม อัตรา 20 ถึง 30 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร ทุก 7 วัน |
| ระบาดรุนแรงเกิน 20 เปอร์เซ็นต์ของต้น | พ่นติดต่อกัน 2 ครั้งห่างกัน 4 วัน และพิจารณาสลับใช้สารกำจัดแมลงที่กรมวิชาการเกษตรแนะนำ |
ไวรัสเอ็นพีวีคุมหนอนกระทู้หอมได้จริงไหม ใช้อัตราเท่าไร
ได้ และเป็นแนวทางหลักที่กรมวิชาการเกษตรกับกรมส่งเสริมการเกษตรส่งเสริมให้ใช้กับหนอนชนิดนี้ อัตราที่เอกสารราชการระบุคือ 20 ถึง 30 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร พ่นทุก 7 วันเมื่อพบรอยทำลายเกิน 10 เปอร์เซ็นต์ ส่วนชีวภัณฑ์ของกรมวิชาการเกษตรระบุอัตราปกติ 20 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร ทุก 5 ถึง 7 วัน และเพิ่มเป็น 30 มิลลิลิตรพ่นทุก 3 วันติดกัน 2 ครั้งเมื่อระบาดรุนแรง
ทำไมไวรัสเอ็นพีวีได้ผลกับหนอนชนิดนี้
ไวรัสเอ็นพีวีจำเพาะกับหนอนแต่ละชนิด ในประเทศไทยผลิตที่จำเพาะกับหนอน 3 ชนิด คือหนอนกระทู้หอม หนอนกระทู้ผัก และหนอนเจาะสมอฝ้าย จึงต้องเลือกชนิดที่ตรงกับหนอนในแปลงจึงจะได้ผล และไวรัสไม่ทำอันตรายต่อคน สัตว์ แมลงศัตรูธรรมชาติ หรือผึ้งผสมเกสร
กลไกคือหนอนต้องกินเชื้อเข้าไป เชื้อจึงเพิ่มจำนวนในตัวหนอนแล้วทำให้ตาย ไม่ใช่สารที่ถูกตัวแล้วตายทันที จึงต้องให้ละอองเคลือบใบที่หนอนกำลังกิน และพ่นตอนหนอนยังเล็ก เพราะวัยแก่กินน้อยลงและทนเชื้อได้มากกว่า
วิธีพ่นให้ได้ผลตามอัตราที่แนะนำ
- พ่นช่วงเย็นตามคำแนะนำของหน่วยงานส่งเสริม เพราะเป็นช่วงที่หนอนออกมากัดกินและแสงแดดไม่ทำให้เชื้อเสื่อมเร็ว
- ผสมสารจับใบและใช้หัวฉีดแบบฝอย ให้ละอองเคลือบผิวใบที่เป็นหลอดกลมและลื่นได้ทั่ว
- พ่นซ้ำตามรอบที่ระบุ ไม่ใช่พ่นครั้งเดียวแล้วรอดู เพราะไข่ที่ยังไม่ฟักในรอบแรกจะฟักออกมาในอีก 2 ถึง 4 วัน
สารเคมีตัวไหนใช้ได้ และทำไมหนอนกระทู้หอมดื้อยา
เอกสารของหน่วยงานในกรมส่งเสริมการเกษตรระบุคลอร์ฟีนาเพอร์ 10 เปอร์เซ็นต์ เอสซี อัตรา 40 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร สำหรับหนอนกระทู้หอมในหอมแดงและหอมหัวใหญ่ ส่วนเอกสารของสถาบันวิจัยพืชไร่และพืชทดแทนพลังงาน กรมวิชาการเกษตร ระบุอีมาเมกติน เบนโซเอต 1.92 เปอร์เซ็นต์ อีซี อัตรา 30 ถึง 40 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร อัตราต่างกันตามเอกสารและปีที่เผยแพร่ จึงต้องยึดฉลากเป็นหลัก
เหตุผลที่หนอนชนิดนี้ขึ้นชื่อเรื่องดื้อยามีสามข้อประกอบกัน ข้อแรกคือวงจรชีวิตสั้น ระยะหนอน 15 ถึง 18 วันบวกดักแด้ 5 ถึง 7 วัน ทำให้หนึ่งฤดูปลูกมีหนอนหลายรุ่นทับซ้อนกัน ยิ่งรุ่นมากยิ่งคัดตัวที่ทนสารได้เร็ว ข้อที่สองคือกินพืชหลายชนิด จึงได้รับสารจากแปลงข้างเคียงด้วย ข้อที่สามคือพ่นสารตัวเดิมซ้ำตลอดฤดู
แนวทางที่ลดปัญหานี้คือสลับกลุ่มสารที่มีกลไกออกฤทธิ์ต่างกันระหว่างรุ่นหนอน แทรกชีวภัณฑ์ไวรัสเอ็นพีวีเข้าไปในโปรแกรม และพ่นเฉพาะเมื่อถึงเกณฑ์ ถ้าจำเป็นต้องผสมสารหลายตัวในถังเดียว ควรอ่านหลักการผสมยาในถังเดียวกัน ก่อน เพราะผสมผิดคู่ทำให้สารตกตะกอนและพ่นออกมาในอัตราที่ไม่สม่ำเสมอ
ข้อผิดพลาดที่ทำให้พ่นแล้วหนอนกระทู้หอมไม่ตาย
สาเหตุที่พบบ่อยที่สุดคือพ่นช้าจนหนอนเข้าไปอยู่ในหลอดใบที่ละอองสารเข้าไม่ถึง รองลงมาคือใช้น้ำน้อยจนละอองไม่ทั่วต้น พ่นกลางวันแดดจัดจนชีวภัณฑ์เสื่อมสภาพ และใช้สารตัวเดิมซ้ำทั้งฤดู ทั้งสี่ข้อแก้ได้ด้วยการสำรวจและจับจังหวะ ไม่ใช่การเพิ่มอัตราสาร
- เพิ่มอัตราสารเกินฉลากเมื่อพ่นไม่ได้ผล ซึ่งไม่ช่วยให้สารเข้าถึงตัวหนอน แต่เร่งการดื้อยาและเพิ่มสารตกค้าง
- พ่นเฉพาะด้านบนทรงพุ่ม ขณะที่หนอนเล็กและกลุ่มไข่อยู่ตามซอกใบและโคนต้น
- ไม่เก็บกลุ่มไข่และตัวหนอนไปทำลาย ซึ่งเป็นวิธีกลที่ได้ผลดีในแปลงเล็กและแทบไม่มีต้นทุน
- ไม่ไถพรวนดินหลังเก็บเกี่ยว ทั้งที่ดักแด้อยู่ในดินใกล้โคนต้น การไถตากดินช่วยลดดักแด้รุ่นถัดไป
เคสจริงจากแปลง
สองเคสนี้มาจากคำถามที่ทักเข้ามาหาทีมเรา ขอเล่าแบบไม่ระบุตัวตน พร้อมหลักวิชาการที่ควรยึดสำหรับกรณีแบบนั้น
เคสที่ 1 หอมแดงอายุ 10 วัน กับคำถามเรื่องผสมถังเดียว
ผู้ปลูกหอมแดงรายหนึ่งทักมาถามตอนหอมอายุ 10 วัน ว่าช่วงต้นเล็กขนาดนี้พ่นได้ไหม และจะผสมกับยากำจัดแมลงหรือสารป้องกันโรคพืชในถังเดียวกันได้หรือเปล่า เพราะกังวลว่าถ้าผสมแล้วจับเป็นก้อนจะพ่นไม่ได้
สำหรับกรณีแบบนี้ หลักวิชาการที่ควรยึดคือตัดสินใจจากผลสำรวจ ไม่ใช่จากอายุต้น หอมอายุ 10 วันอ่อนไหวจริงเพราะใบยังน้อย เสียใบไปไม่กี่ใบก็กระทบการสร้างหัว แต่ถ้ายังพบรอยทำลายไม่ถึง 10 เปอร์เซ็นต์ของต้นก็ยังไม่ถึงเกณฑ์ที่ต้องพ่น ส่วนความกังวลเรื่องจับเป็นก้อนเป็นสัญญาณที่ถูกต้องว่าควรทดสอบความเข้ากันได้ในแก้วเล็กก่อนผสมลงถังใหญ่ และถ้าใช้ชีวภัณฑ์ไวรัสเอ็นพีวี การผสมกับสารที่ไม่ทราบความเข้ากันได้เสี่ยงทำให้เชื้อเสื่อมฤทธิ์ จึงปลอดภัยกว่าถ้าแยกพ่น
เคสที่ 2 กระเทียมที่พะเยา ยังรอจังหวะพ่น
อีกเคสเป็นผู้ปลูกกระเทียมในจังหวัดพะเยา ที่วางแผนลงปลูกช่วงเดือนตุลาคม และตอนที่คุยกันยังอยู่ในช่วงรอจังหวะพ่น ยังไม่ได้ลงมือ
หลักวิชาการที่ควรยึดสำหรับกระเทียมปลูกใหม่ช่วงปลายฝนต่อต้นหนาวคือ เริ่มเดินสำรวจตั้งแต่ใบเริ่มตั้ง ไม่ต้องพ่นล่วงหน้าแบบปฏิทิน เพราะจังหวะที่คุ้มค่าที่สุดคือช่วงที่ไข่เริ่มฟักเป็นหนอนเล็ก สำรวจทุก 3 ถึง 4 วันในระยะต้นเล็กจะจับจังหวะนี้ได้เอง รายละเอียดการเตรียมหัวพันธุ์และระยะปลูกอยู่ในบทความเรื่องปลูกกระเทียม
คำถามที่พบบ่อย
หนอนกระทู้หอมเข้าทำลายหอมแดงช่วงอายุเท่าไร
เข้าได้ตั้งแต่ต้นยังเล็กไปจนก่อนเก็บเกี่ยว แต่ช่วงที่เสียหายหนักที่สุดคือระยะต้นเล็กที่ใบยังน้อย เพราะใบที่ถูกเจาะไปไม่กี่ใบก็กระทบการสะสมอาหารลงหัว แปลงปลูกใหม่ควรเริ่มสำรวจตั้งแต่ใบเริ่มตั้ง ไม่ควรรอให้เห็นใบขาวทั้งแปลงจึงพ่น
พ่นไวรัสเอ็นพีวีกำจัดหนอนกระทู้หอมกี่วันหนอนจะตาย
ไวรัสเอ็นพีวีไม่ทำให้หนอนตายทันทีเหมือนสารสัมผัส เพราะหนอนต้องกินเชื้อเข้าไปแล้วเชื้อจึงเพิ่มจำนวนในตัวหนอน จึงเห็นหนอนกินน้อยลงและเคลื่อนไหวช้าลงก่อนตาย เอกสารราชการแนะนำให้พ่นซ้ำทุก 7 วัน หรือทุก 5 ถึง 7 วันตามชีวภัณฑ์ที่ใช้ ไม่ใช่พ่นครั้งเดียวแล้วรอดูผล
หนอนกระทู้หอมกับหนอนกระทู้ผักใช้ไวรัสเอ็นพีวีตัวเดียวกันได้ไหม
ไม่ได้ เพราะไวรัสเอ็นพีวีจำเพาะกับหนอนแต่ละชนิด ในประเทศไทยผลิตแยกเป็น 3 ชนิด คือหนอนกระทู้หอม หนอนกระทู้ผัก และหนอนเจาะสมอฝ้าย ถ้าใช้ผิดชนิดจะไม่เห็นผล จึงต้องระบุชนิดหนอนให้ได้ก่อน โดยดูจากรอยทำลายและตัวหนอนที่พบในแปลง
ปลูกหอมหรือกระเทียมติดไร่มันสำปะหลังเสี่ยงหนอนกระทู้หอมมากขึ้นไหม
เสี่ยงมากขึ้น เพราะหนอนกระทู้หอมกินพืชได้หลายชนิด และมีรายงานการระบาดในไร่มันสำปะหลังจนกรมส่งเสริมการเกษตรต้องส่งทีมลงพื้นที่เฝ้าระวัง แปลงที่ติดพืชอาหารเหล่านี้ควรเพิ่มรอบสำรวจ โดยเฉพาะหลังแปลงข้างเคียงเก็บเกี่ยว เพราะผีเสื้อจะย้ายมาวางไข่ในแปลงที่ยังเขียว
แหล่งอ้างอิง
- สำนักงานเกษตรอำเภอพระพุทธบาท จังหวัดสระบุรี กรมส่งเสริมการเกษตร ระวัง หนอนกระทู้หอม ในหอมแดง หอมหัวใหญ่
- กรมส่งเสริมการเกษตร ส่งเสริมเกษตรกรใช้ไวรัสเอ็นพีวีควบคุมหนอนกระทู้หอม ลดการใช้สารเคมี
- ศูนย์วิจัยพืชไร่นครสวรรค์ กรมวิชาการเกษตร หนอนกระทู้หอมทำลายข้าวโพด
- สถาบันวิจัยพืชไร่และพืชทดแทนพลังงาน กรมวิชาการเกษตร เอกสารสถานการณ์พืชและคำแนะนำการป้องกันกำจัดศัตรูพืช
สรุป
การคุมหนอนกระทู้หอมให้อยู่ไม่ได้ขึ้นกับว่าสารตัวไหนแรงที่สุด แต่อยู่ที่การเดินสำรวจให้เจอหนอนตอนยังตัวเล็ก ยึดเกณฑ์รอยทำลายเกิน 10 เปอร์เซ็นต์เป็นจุดเริ่มพ่น ใช้ไวรัสเอ็นพีวีในอัตราที่ทางราชการแนะนำควบคู่กับการสลับกลุ่มสาร เก็บกลุ่มไข่ไปทำลาย และไถพรวนดินหลังเก็บเกี่ยว ทำครบชุดนี้จะใช้สารน้อยลงแต่คุมได้นิ่งกว่าการพ่นถี่โดยไม่สำรวจ
หากต้องการคำแนะนำให้เหมาะกับแปลงของคุณ ทักทีมงานได้ที่นี่
เกี่ยวกับผู้เขียน →