โรคหอมเลื้อย: อาการ วิธีแยกจากใบจุดสีม่วง และจัดการที่หัวพันธุ์

โดย · เผยแพร่ 26 ตุลาคม 2569
โรคหอมเลื้อย: อาการ วิธีแยกจากใบจุดสีม่วง และจัดการที่หัวพันธุ์

โรคหอมเลื้อย คือชื่อที่เกษตรกรใช้เรียกโรคแอนแทรคโนสในหอมแดง ซึ่งกรมวิชาการเกษตรระบุว่าเกิดจากเชื้อรา Colletotrichum gloeosporioides อาการเด่นคือต้นแคระแกร็น ใบบิดเป็นเกลียว คอยืดยาว และถ้าเป็นช่วงเริ่มลงหัวจะได้หัวลีบยาวบิดโค้งจนขายไม่ได้ราคา หัวใจของการจัดการอยู่ที่หัวพันธุ์สะอาดและการทำแปลงให้แห้งเร็วหลังฝน ไม่ใช่การเพิ่มรอบพ่นยาให้ถี่ขึ้น บทความนี้รวมวิธีสังเกตอาการให้เจอตั้งแต่ต้นฤดู วิธีแยกจากโรคใบจุดสีม่วง และลำดับงานก่อนปลูกและเมื่อพบโรคแล้ว

โรคหอมเลื้อยคืออะไร ทำไมหอมแดงไม่ลงหัว

โรคหอมเลื้อยเป็นโรคเดียวกับโรคแอนแทรคโนสของหอม เกิดจากเชื้อรา Colletotrichum gloeosporioides เข้าทำลายใบ กาบใบ คอ และส่วนหัว ต้นที่ติดเชื้อก่อนลงหัวจะแคระแกร็นและใบบิด ส่วนต้นที่ติดเชื้อช่วงเริ่มลงหัวจะได้หัวลีบยาวบิดโค้ง ผลผลิตต่อไร่จึงลดลงทั้งน้ำหนักและเกรด

ชื่อ "หอมเลื้อย" มาจากลักษณะที่เห็นในแปลง คือต้นไม่ตั้งตรงเป็นพุ่ม แต่ล้มเอนแผ่ไปกับพื้นเหมือนเลื้อย เพราะคอยืดยาวผิดปกติและใบบิดเป็นเกลียว รากของต้นที่เป็นโรคยังสั้นกว่าปกติ ลองจับโคนดึงเบา ๆ ต้นจะหลุดจากดินง่ายกว่าต้นข้างเคียงชัดเจน

ที่ทำให้เสียหายซ้ำซ้อนคือโรคนี้ไม่จบที่ฤดูเดียว เชื้อติดไปกับหัวที่เก็บไว้ทำพันธุ์ได้ ถ้าปีนี้แปลงเป็นโรคแล้วคัดหัวจากแปลงเดิมไปปลูกปีหน้า ก็เท่ากับหอบเชื้อข้ามฤดูไปด้วย จึงเป็นเหตุผลที่หน่วยงานวิชาการผลักดันให้มีแหล่งผลิตหัวพันธุ์หอมแดงสะอาดในแหล่งปลูกใหญ่อย่างศรีสะเกษ

อาการโรคหอมเลื้อย สังเกตจากอะไรให้เจอก่อนสาย

เริ่มจากจุดเล็กสีเขียวหม่นฉ่ำน้ำบนใบ กาบใบ คอ หรือหัว แล้วขยายเป็นแผลกลมหรือรีที่ยุบตัวลงเล็กน้อย เมื่อแผลแห้งจะเห็นตุ่มสีน้ำตาลดำเรียงเป็นวงซ้อนกัน บางแผลมีหยดของเหลวสีชมพูอมส้มซึมออกมา นั่นคือกลุ่มสปอร์ของเชื้อ และเป็นจุดที่ยืนยันโรคนี้ได้ค่อนข้างแน่

อาการบนใบและกาบใบ

เดินสำรวจตอนเช้าที่ใบยังมีน้ำค้าง เพราะแผลฉ่ำน้ำเห็นชัดกว่าช่วงบ่าย สุ่มดู 10 จุดต่อแปลง จุดละ 10 ต้น กระจายทั้งหัวแปลง กลางแปลง และท้ายแปลง อย่าดูแค่ริมแปลงที่เดินสะดวก เพราะจุดที่มักเริ่มก่อนคือบริเวณที่ลมผ่านน้อยและดินแฉะนาน

อาการที่คอและหัว

ถอนต้นที่ดูไม่สมบูรณ์ขึ้นมาดูทั้งต้น ถ้าคอยืดยาวผิดปกติ หัวไม่ขยายตามอายุ หรือหัวเริ่มลีบยาวบิดโค้ง ให้สงสัยโรคหอมเลื้อยไว้ก่อน การนับต้นที่แสดงอาการต่อ 100 ต้นในแต่ละสัปดาห์จะบอกได้ว่าโรคกำลังนิ่งหรือกำลังลาม ดีกว่าการจำด้วยความรู้สึก

โรคหอมเลื้อยกับโรคใบจุดสีม่วง แยกกันอย่างไร

สองโรคนี้พบในแปลงเดียวกันได้ แต่ไม่เหมือนกัน โรคหอมเลื้อยทำให้ต้นแคระ ใบบิด คอยืด หัวลีบบิดโค้ง และมักเห็นตุ่มเชื้อเรียงเป็นวงบนแผล ส่วนโรคใบจุดสีม่วงจากเชื้อรา Alternaria porri เริ่มที่ใบแก่ก่อน แผลรูปไข่ยุบตัว สีม่วงเข้มถึงน้ำตาลอมม่วง กลางแผลจางกว่าขอบ

สิ่งที่ดู โรคหอมเลื้อย (แอนแทรคโนส) โรคใบจุดสีม่วง
เชื้อสาเหตุ Colletotrichum gloeosporioides Alternaria porri
จุดเริ่มอาการ ใบ กาบใบ คอ และหัว พบได้ตั้งแต่ต้นเล็ก มักเริ่มที่ใบแก่ แล้วไล่ขึ้นใบอ่อน
หน้าตาแผล แผลกลมหรือรี ยุบเล็กน้อย มีตุ่มสีน้ำตาลดำเรียงเป็นวง มีหยดเมือกสีชมพูอมส้ม แผลรูปไข่ยุบตัว สีม่วงเข้มถึงน้ำตาลอมม่วง กลางแผลจางกว่าขอบ
ผลต่อทรงต้น ต้นแคระ ใบบิดเป็นเกลียว คอยืด รากสั้น ถอนหลุดง่าย ใบแห้งจากปลายเข้าหาโคน ต้นโทรม แต่ทรงต้นไม่บิดเลื้อย
ผลต่อหัว ไม่ลงหัว หรือหัวลีบยาวบิดโค้ง หัวเล็กลง เก็บได้ไม่นานถ้าเชื้อเข้าถึงหัว

ถ้ายังแยกไม่ออก ให้ดูทรงต้นก่อนดูแผล โรคที่ทำให้ต้นบิดเลื้อยและหัวบิดคือหอมเลื้อย โรคที่ทำให้ใบไหม้แห้งแต่ต้นยังตั้งตรงคือใบจุดสีม่วง ถ้าเป็นใบด่างซีด บ่วงงอ หรือมีรอยขูดขีดสีเงิน ให้นึกถึงไรและเพลี้ยไฟไว้ด้วย วิธีไล่สาเหตุทีละข้อแบบเดียวกันอ่านได้ในบทความเรื่องกระเทียมใบเหลืองและใบบ่วง

เชื้อโรคหอมเลื้อยมาจากไหน ช่วงไหนเสี่ยงที่สุด

แหล่งเชื้อหลักมีสองทาง คือหัวพันธุ์ที่ติดเชื้อมาจากแปลงเดิม และเศษซากต้นหอมที่เป็นโรคซึ่งค้างในดิน เชื้อระบาดดีในอากาศร้อนชื้น และเสียหายมากในฤดูฝนซึ่งเป็นช่วงที่หลายพื้นที่ผลิตหัวพันธุ์ ฝนชะสปอร์กระเด็นจากต้นหนึ่งไปอีกต้นได้ในรอบเดียว

ช่วงเสี่ยงที่สุดมีสองจุด จุดแรกคือตอนผลิตหัวพันธุ์ในฤดูฝน ถ้าหัวที่เก็บมาติดเชื้ออยู่แล้ว แปลงรอบถัดไปจะเริ่มต้นด้วยต้นทุนโรคที่สูงมาก จุดที่สองคือ 30 วันแรกหลังปลูก ซึ่งต้นยังเล็ก ใบยังคลุมดินไม่เต็ม และมักยังมีฝนปลายฤดูหรือน้ำค้างหนักช่วงเช้า ความชื้นที่ค้างในทรงพุ่มนานหลายชั่วโมงคือเงื่อนไขที่เชื้อต้องการ

แปลงหอมบนดินร่วน ความชื้นสูงเสี่ยงโรคหอมเลื้อยระบาด
แปลงหอมที่ดินอุ้มน้ำและทรงพุ่มทึบมีความชื้นค้างนาน เป็นเงื่อนไขที่เชื้อโรคหอมเลื้อยต้องการ

ในทางปฏิบัติ สิ่งที่คุมได้จริงไม่ใช่ฝน แต่เป็นระยะเวลาที่ใบเปียก ถ้าแปลงยกร่องสูงพอ ระบายน้ำเร็วหลังฝนหนัก และปลูกไม่แน่นจนลมผ่านไม่ได้ ใบจะแห้งเร็วขึ้นหลายชั่วโมงต่อวัน ซึ่งมีน้ำหนักมากกว่าการเลือกยาที่แพงขึ้น การจัดการแปลงช่วงฝนชุกอ่านเพิ่มได้ที่บทความเรื่องน้ำท่วมขังและรากเน่า

ป้องกันโรคหอมเลื้อย เริ่มที่หัวพันธุ์และการเตรียมแปลง

ลำดับความสำคัญคือหัวพันธุ์จากแหล่งปลอดโรคมาก่อนทุกอย่าง ตามด้วยการเตรียมดินให้เชื้อในซากพืชลดลง และวางระยะปลูกกับระบบน้ำให้แปลงแห้งเร็ว เมื่อสามอย่างนี้ทำได้ การพ่นสารป้องกันกำจัดโรคพืชจะเป็นเครื่องมือเสริม ไม่ใช่ตัวหลักที่ต้องพึ่งทุกสัปดาห์

  • คัดหัวพันธุ์ด้วยมือก่อนปลูก ทิ้งหัวที่มีรอยช้ำสีน้ำตาล หัวลีบบิด หรือมีแผลยุบ เพราะหัวติดเชื้อหนึ่งหัวสร้างจุดระบาดได้หนึ่งจุด
  • หลีกเลี่ยงหัวพันธุ์จากแปลงที่เคยเป็นโรคในฤดูก่อน ถ้าจำเป็นต้องใช้ ให้แยกปลูกต่างหาก
  • ไถตากดินก่อนปลูก 2-3 แดด เพื่อลดเชื้อในเศษซากพืช และปรับสภาพดินด้วยปูนขาวหรือปุ๋ยอินทรีย์ตามผลวิเคราะห์ดิน
  • เก็บเศษซากต้นหอมที่เป็นโรคออกให้หมดแล้วทำลายนอกแปลง ไม่กองทิ้งริมแปลงหรือในร่องน้ำ
  • ยกร่องและทำทางระบายน้ำไม่ให้น้ำขังหลังฝน วางระยะปลูกให้ลมผ่านทรงพุ่ม ไม่อัดแน่นจนใบซ้อนกันทึบ
  • ในแปลงที่ระบาดรุนแรง ให้สลับไปปลูกพืชอื่นที่ไม่ใช่พืชสกุลหอมและกระเทียมอย่างน้อย 2 ปี เพื่อตัดวงจรเชื้อในดิน
แปลงหอมปลูกเป็นหลุมเป็นแถว ระยะปลูกโปร่งช่วยลดโรคหอมเลื้อย
วางหัวพันธุ์เป็นแถวให้สม่ำเสมอ ระยะที่โปร่งพอให้ลมผ่านช่วยให้ใบแห้งเร็วและลดโอกาสที่โรคหอมเลื้อยจะลาม

เรื่องการพ่นสาร ให้ยึดฉลากทั้งอัตราและช่วงเวลาที่ใช้ได้ สลับกลุ่มสารเพื่อลดการดื้อยา และเลือกเวลาพ่นที่ละอองเกาะใบได้ดีจริง ไม่ใช่พ่นตอนแดดจัดหรือลมแรงแล้วปลิวหาย รายละเอียดเรื่องอุณหภูมิและลม อ่านได้จากบทความเรื่องฉีดพ่นตอนไหนดี

พบโรคหอมเลื้อยในแปลงแล้ว ต้องทำอะไรก่อนหลัง

งานแรกคือลดแหล่งเชื้อ ถอนต้นที่เป็นโรครุนแรงไปทำลายนอกแปลง งานที่สองคือลดความชื้น เปิดทางระบายน้ำและปรับการให้น้ำให้ใบแห้งก่อนค่ำ งานที่สามคือพ่นสารป้องกันกำจัดโรคพืชตามฉลาก และบันทึกจุดที่พบไว้เฝ้าระวังรอบถัดไป

  1. สำรวจทั้งแปลงในวันเดียวกัน ทำเครื่องหมายจุดที่พบ แล้วประเมินว่าเป็นกระจุกเดียวหรือกระจายทั่วแปลง
  2. ถอนต้นอาการรุนแรงใส่ถุง ไม่สะบัดใบในแปลง เพราะสปอร์ติดไปกับละอองน้ำและมือได้
  3. ปรับให้น้ำเป็นช่วงเช้า เลี่ยงช่วงค่ำที่ทำให้ใบเปียกข้ามคืน และตรวจว่าร่องน้ำไม่มีจุดน้ำขังนิ่ง
  4. พ่นสารให้ถึงกาบใบและโคนต้น ไม่ใช่โปรยผ่านยอดเท่านั้น เพราะแผลเริ่มที่คอและกาบใบได้
  5. เมื่อเก็บเกี่ยว แยกผลผลิตจากจุดที่เป็นโรคออกมาต่างหาก และไม่คัดหัวจากบริเวณนั้นไปทำพันธุ์

ข้อควรจำคือโรคนี้ไม่มีทางย้อนให้หัวที่บิดแล้วกลับมาเป็นหัวดี สิ่งที่ทำได้คือหยุดการลามไปยังต้นที่ยังปกติ และตัดวงจรไม่ให้เชื้อข้ามไปฤดูหน้า

ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยเวลาเจอหอมแดงไม่ลงหัว

ข้อผิดพลาดที่พบมากที่สุดคือสรุปเร็วเกินไปว่าขาดปุ๋ย แล้วเร่งใส่ปุ๋ยไนโตรเจนหรือเพิ่มน้ำ ซึ่งทำให้ใบอ่อนหนาแน่นและความชื้นในทรงพุ่มสูงขึ้น กลายเป็นเร่งโรคแทนที่จะแก้ อีกข้อคือใช้หัวพันธุ์จากแปลงที่เพิ่งเป็นโรคแล้วหวังว่าพ่นยาถี่จะคุมได้

  • เร่งปุ๋ยทันทีที่เห็นต้นแคระ โดยยังไม่ถอนต้นขึ้นมาดูรากและหัว ทำให้วินิจฉัยผิดตั้งแต่ต้น
  • ถอนต้นเป็นโรคแล้วกองทิ้งริมแปลงหรือทิ้งในร่องน้ำ ซึ่งเท่ากับเก็บเชื้อไว้ให้ฝนชะกลับเข้าแปลง
  • ปลูกหอมหรือกระเทียมซ้ำที่เดิมทุกปีในแปลงที่เคยระบาดหนัก โดยไม่สลับพืชอื่นเลย

เคสจริงจากแปลง

มีเกษตรกรผู้ปลูกหอมแดงรายหนึ่งทักเข้ามาตอนแปลงหอมอายุ 10 วัน คำถามมีสองข้อ คือช่วงอายุเท่านี้พ่นสารเสริมประสิทธิภาพทางใบได้หรือยัง และผสมรวมถังเดียวกับยากำจัดแมลงหรือสารป้องกันโรคพืชได้หรือไม่ ข้อมูลที่บันทึกไว้มีเท่านี้ ไม่มีรายละเอียดพื้นที่หรือผลที่เกิดตามมา จึงเล่าได้เท่าที่มีจริง

สำหรับกรณีแบบนี้ หลักวิชาการที่ควรยึดคือ หอมแดงอายุ 10 วันอยู่ในช่วงตั้งตัว ตรงกับ 30 วันแรกที่เป็นจุดเสี่ยงของโรคหอมเลื้อยพอดี งานที่ให้ผลมากที่สุดช่วงนี้ไม่ใช่การเพิ่มสารลงถัง แต่เป็นการเดินสำรวจหาต้นที่ใบบิดหรือคอยืดให้เจอเร็ว ตรวจว่าร่องน้ำระบายได้จริงหลังฝน และเลี่ยงให้น้ำช่วงค่ำที่ทำให้ใบเปียกข้ามคืน

ส่วนคำถามเรื่องผสมถังเดียวกัน หลักที่ปลอดภัยคืออ่านฉลากทุกตัวว่าระบุข้อห้ามผสมไว้หรือไม่ แล้วทดลองผสมในขวดเล็กตามสัดส่วนที่จะใช้จริงก่อนผสมทั้งถัง ถ้าจับตัวเป็นก้อน ตกตะกอน หรือแยกชั้น ให้แยกพ่นทีละตัว และไม่ควรผสมหลายตัวในถังเดียวเกินความจำเป็น

คำถามที่พบบ่อย

หอมแดงไม่ลงหัว เป็นโรคหอมเลื้อยทุกครั้งหรือเปล่า

ไม่ใช่ทุกครั้ง อาการไม่ลงหัวเกิดได้จากหลายสาเหตุ ทั้งโรคใบจุดสีม่วงที่ทำให้ใบแห้งจนต้นโทรม ไรและเพลี้ยไฟที่ดูดทำลายใบ ดินแน่นหรือน้ำขังที่ทำให้รากทำงานไม่ได้ และหัวพันธุ์คุณภาพต่ำ วิธีแยกคือถอนต้นขึ้นมาดูราก คอ และหัว แล้วเทียบกับตารางเปรียบเทียบในบทความนี้

แช่หัวพันธุ์หอมแดงก่อนปลูกช่วยป้องกันโรคหอมเลื้อยได้ไหม

การคัดหัวพันธุ์สะอาดและเลือกจากแหล่งปลอดโรคเป็นขั้นที่สำคัญที่สุด ส่วนการแช่หรือคลุกหัวพันธุ์ด้วยสารป้องกันกำจัดโรคพืช ให้ทำตามคำแนะนำบนฉลากของสารนั้นและคำแนะนำของเจ้าหน้าที่ส่งเสริมการเกษตรในพื้นที่ เพราะชนิดสารและอัตราที่อนุญาตเปลี่ยนแปลงได้ตามประกาศของทางราชการ

พ่นยาแล้วต้นที่หัวบิดจะกลับมาเป็นหัวดีได้ไหม

ไม่ได้ หัวที่ลีบยาวหรือบิดโค้งจากโรคหอมเลื้อยแล้วจะไม่ย้อนกลับมาเป็นหัวสมบูรณ์ การพ่นสารมีเป้าหมายเพื่อป้องกันต้นที่ยังปกติไม่ให้ติดเชื้อเพิ่ม ต้นที่เป็นโรครุนแรงจึงควรถอนไปทำลายนอกแปลง แล้วทุ่มแรงไปที่การลดความชื้นและลดแหล่งเชื้อในแปลงมากกว่า

แปลงที่เป็นโรคหอมเลื้อยหนัก ปีหน้าปลูกหอมแดงซ้ำได้ไหม

ไม่ควรปลูกซ้ำทันที คำแนะนำสำหรับแปลงที่ระบาดรุนแรงคือสลับไปปลูกพืชอื่นที่ไม่ใช่พืชสกุลหอมและกระเทียมอย่างน้อย 2 ปี พร้อมเก็บเศษซากพืชออกให้หมดและไถตากดินก่อนปลูกรอบใหม่ เพื่อให้ปริมาณเชื้อในดินลดลงก่อนกลับมาปลูกหอมแดงอีกครั้ง

แหล่งอ้างอิง

สรุป

โรคหอมเลื้อยจัดการได้ ถ้าย้ายงานจากปลายทางมาอยู่ต้นทาง คือเลือกหัวพันธุ์จากแหล่งปลอดโรค คัดหัวที่มีแผลหรือรอยช้ำออกก่อนปลูก ไถตากดินและเก็บเศษซากพืชให้หมด วางระยะปลูกกับระบบระบายน้ำให้ใบแห้งเร็วหลังฝน แล้วเดินสำรวจทุก 5-7 วันในช่วง 30 วันแรกเพื่อจับต้นที่ใบบิดคอยืดให้เจอก่อนลาม การพ่นสารให้ใช้ตามฉลากและสลับกลุ่มสาร โดยรู้ว่าเป็นเครื่องมือเสริม ไม่ใช่ทางออกเดียว

หากต้องการคำแนะนำให้เหมาะกับแปลงของคุณ ทักทีมงานได้ที่นี่

อ่านต่อ

ปลูกกระเทียม: เตรียมหัวพันธุ์ ระยะปลูก และคลุมฟางให้หัวใหญ่ · หนอนกระทู้หอม: อาการใบหอมเป็นรอยขาว เกณฑ์พ่น และวิธีคุมหนอนดื้อยา

พงษ์ปกรณ์ เศรษฐ์คุณาธิป — ผู้ดูแลแบรนด์เอฟอชและทีมให้คำปรึกษาเกษตรกร เขียนจากคำถามและปัญหาที่เจอในแปลงลูกค้าจริง
เกี่ยวกับผู้เขียน →
← กลับไปหน้าบทความ