โรคหอมเลื้อย: อาการ วิธีแยกจากใบจุดสีม่วง และจัดการที่หัวพันธุ์

โรคหอมเลื้อย คือชื่อที่เกษตรกรใช้เรียกโรคแอนแทรคโนสในหอมแดง ซึ่งกรมวิชาการเกษตรระบุว่าเกิดจากเชื้อรา Colletotrichum gloeosporioides อาการเด่นคือต้นแคระแกร็น ใบบิดเป็นเกลียว คอยืดยาว และถ้าเป็นช่วงเริ่มลงหัวจะได้หัวลีบยาวบิดโค้งจนขายไม่ได้ราคา หัวใจของการจัดการอยู่ที่หัวพันธุ์สะอาดและการทำแปลงให้แห้งเร็วหลังฝน ไม่ใช่การเพิ่มรอบพ่นยาให้ถี่ขึ้น บทความนี้รวมวิธีสังเกตอาการให้เจอตั้งแต่ต้นฤดู วิธีแยกจากโรคใบจุดสีม่วง และลำดับงานก่อนปลูกและเมื่อพบโรคแล้ว
โรคหอมเลื้อยคืออะไร ทำไมหอมแดงไม่ลงหัว
โรคหอมเลื้อยเป็นโรคเดียวกับโรคแอนแทรคโนสของหอม เกิดจากเชื้อรา Colletotrichum gloeosporioides เข้าทำลายใบ กาบใบ คอ และส่วนหัว ต้นที่ติดเชื้อก่อนลงหัวจะแคระแกร็นและใบบิด ส่วนต้นที่ติดเชื้อช่วงเริ่มลงหัวจะได้หัวลีบยาวบิดโค้ง ผลผลิตต่อไร่จึงลดลงทั้งน้ำหนักและเกรด
ชื่อ "หอมเลื้อย" มาจากลักษณะที่เห็นในแปลง คือต้นไม่ตั้งตรงเป็นพุ่ม แต่ล้มเอนแผ่ไปกับพื้นเหมือนเลื้อย เพราะคอยืดยาวผิดปกติและใบบิดเป็นเกลียว รากของต้นที่เป็นโรคยังสั้นกว่าปกติ ลองจับโคนดึงเบา ๆ ต้นจะหลุดจากดินง่ายกว่าต้นข้างเคียงชัดเจน
ที่ทำให้เสียหายซ้ำซ้อนคือโรคนี้ไม่จบที่ฤดูเดียว เชื้อติดไปกับหัวที่เก็บไว้ทำพันธุ์ได้ ถ้าปีนี้แปลงเป็นโรคแล้วคัดหัวจากแปลงเดิมไปปลูกปีหน้า ก็เท่ากับหอบเชื้อข้ามฤดูไปด้วย จึงเป็นเหตุผลที่หน่วยงานวิชาการผลักดันให้มีแหล่งผลิตหัวพันธุ์หอมแดงสะอาดในแหล่งปลูกใหญ่อย่างศรีสะเกษ
อาการโรคหอมเลื้อย สังเกตจากอะไรให้เจอก่อนสาย
เริ่มจากจุดเล็กสีเขียวหม่นฉ่ำน้ำบนใบ กาบใบ คอ หรือหัว แล้วขยายเป็นแผลกลมหรือรีที่ยุบตัวลงเล็กน้อย เมื่อแผลแห้งจะเห็นตุ่มสีน้ำตาลดำเรียงเป็นวงซ้อนกัน บางแผลมีหยดของเหลวสีชมพูอมส้มซึมออกมา นั่นคือกลุ่มสปอร์ของเชื้อ และเป็นจุดที่ยืนยันโรคนี้ได้ค่อนข้างแน่
อาการบนใบและกาบใบ
เดินสำรวจตอนเช้าที่ใบยังมีน้ำค้าง เพราะแผลฉ่ำน้ำเห็นชัดกว่าช่วงบ่าย สุ่มดู 10 จุดต่อแปลง จุดละ 10 ต้น กระจายทั้งหัวแปลง กลางแปลง และท้ายแปลง อย่าดูแค่ริมแปลงที่เดินสะดวก เพราะจุดที่มักเริ่มก่อนคือบริเวณที่ลมผ่านน้อยและดินแฉะนาน
อาการที่คอและหัว
ถอนต้นที่ดูไม่สมบูรณ์ขึ้นมาดูทั้งต้น ถ้าคอยืดยาวผิดปกติ หัวไม่ขยายตามอายุ หรือหัวเริ่มลีบยาวบิดโค้ง ให้สงสัยโรคหอมเลื้อยไว้ก่อน การนับต้นที่แสดงอาการต่อ 100 ต้นในแต่ละสัปดาห์จะบอกได้ว่าโรคกำลังนิ่งหรือกำลังลาม ดีกว่าการจำด้วยความรู้สึก
โรคหอมเลื้อยกับโรคใบจุดสีม่วง แยกกันอย่างไร
สองโรคนี้พบในแปลงเดียวกันได้ แต่ไม่เหมือนกัน โรคหอมเลื้อยทำให้ต้นแคระ ใบบิด คอยืด หัวลีบบิดโค้ง และมักเห็นตุ่มเชื้อเรียงเป็นวงบนแผล ส่วนโรคใบจุดสีม่วงจากเชื้อรา Alternaria porri เริ่มที่ใบแก่ก่อน แผลรูปไข่ยุบตัว สีม่วงเข้มถึงน้ำตาลอมม่วง กลางแผลจางกว่าขอบ
| สิ่งที่ดู | โรคหอมเลื้อย (แอนแทรคโนส) | โรคใบจุดสีม่วง |
|---|---|---|
| เชื้อสาเหตุ | Colletotrichum gloeosporioides | Alternaria porri |
| จุดเริ่มอาการ | ใบ กาบใบ คอ และหัว พบได้ตั้งแต่ต้นเล็ก | มักเริ่มที่ใบแก่ แล้วไล่ขึ้นใบอ่อน |
| หน้าตาแผล | แผลกลมหรือรี ยุบเล็กน้อย มีตุ่มสีน้ำตาลดำเรียงเป็นวง มีหยดเมือกสีชมพูอมส้ม | แผลรูปไข่ยุบตัว สีม่วงเข้มถึงน้ำตาลอมม่วง กลางแผลจางกว่าขอบ |
| ผลต่อทรงต้น | ต้นแคระ ใบบิดเป็นเกลียว คอยืด รากสั้น ถอนหลุดง่าย | ใบแห้งจากปลายเข้าหาโคน ต้นโทรม แต่ทรงต้นไม่บิดเลื้อย |
| ผลต่อหัว | ไม่ลงหัว หรือหัวลีบยาวบิดโค้ง | หัวเล็กลง เก็บได้ไม่นานถ้าเชื้อเข้าถึงหัว |
ถ้ายังแยกไม่ออก ให้ดูทรงต้นก่อนดูแผล โรคที่ทำให้ต้นบิดเลื้อยและหัวบิดคือหอมเลื้อย โรคที่ทำให้ใบไหม้แห้งแต่ต้นยังตั้งตรงคือใบจุดสีม่วง ถ้าเป็นใบด่างซีด บ่วงงอ หรือมีรอยขูดขีดสีเงิน ให้นึกถึงไรและเพลี้ยไฟไว้ด้วย วิธีไล่สาเหตุทีละข้อแบบเดียวกันอ่านได้ในบทความเรื่องกระเทียมใบเหลืองและใบบ่วง
เชื้อโรคหอมเลื้อยมาจากไหน ช่วงไหนเสี่ยงที่สุด
แหล่งเชื้อหลักมีสองทาง คือหัวพันธุ์ที่ติดเชื้อมาจากแปลงเดิม และเศษซากต้นหอมที่เป็นโรคซึ่งค้างในดิน เชื้อระบาดดีในอากาศร้อนชื้น และเสียหายมากในฤดูฝนซึ่งเป็นช่วงที่หลายพื้นที่ผลิตหัวพันธุ์ ฝนชะสปอร์กระเด็นจากต้นหนึ่งไปอีกต้นได้ในรอบเดียว
ช่วงเสี่ยงที่สุดมีสองจุด จุดแรกคือตอนผลิตหัวพันธุ์ในฤดูฝน ถ้าหัวที่เก็บมาติดเชื้ออยู่แล้ว แปลงรอบถัดไปจะเริ่มต้นด้วยต้นทุนโรคที่สูงมาก จุดที่สองคือ 30 วันแรกหลังปลูก ซึ่งต้นยังเล็ก ใบยังคลุมดินไม่เต็ม และมักยังมีฝนปลายฤดูหรือน้ำค้างหนักช่วงเช้า ความชื้นที่ค้างในทรงพุ่มนานหลายชั่วโมงคือเงื่อนไขที่เชื้อต้องการ

ในทางปฏิบัติ สิ่งที่คุมได้จริงไม่ใช่ฝน แต่เป็นระยะเวลาที่ใบเปียก ถ้าแปลงยกร่องสูงพอ ระบายน้ำเร็วหลังฝนหนัก และปลูกไม่แน่นจนลมผ่านไม่ได้ ใบจะแห้งเร็วขึ้นหลายชั่วโมงต่อวัน ซึ่งมีน้ำหนักมากกว่าการเลือกยาที่แพงขึ้น การจัดการแปลงช่วงฝนชุกอ่านเพิ่มได้ที่บทความเรื่องน้ำท่วมขังและรากเน่า
ป้องกันโรคหอมเลื้อย เริ่มที่หัวพันธุ์และการเตรียมแปลง
ลำดับความสำคัญคือหัวพันธุ์จากแหล่งปลอดโรคมาก่อนทุกอย่าง ตามด้วยการเตรียมดินให้เชื้อในซากพืชลดลง และวางระยะปลูกกับระบบน้ำให้แปลงแห้งเร็ว เมื่อสามอย่างนี้ทำได้ การพ่นสารป้องกันกำจัดโรคพืชจะเป็นเครื่องมือเสริม ไม่ใช่ตัวหลักที่ต้องพึ่งทุกสัปดาห์
- คัดหัวพันธุ์ด้วยมือก่อนปลูก ทิ้งหัวที่มีรอยช้ำสีน้ำตาล หัวลีบบิด หรือมีแผลยุบ เพราะหัวติดเชื้อหนึ่งหัวสร้างจุดระบาดได้หนึ่งจุด
- หลีกเลี่ยงหัวพันธุ์จากแปลงที่เคยเป็นโรคในฤดูก่อน ถ้าจำเป็นต้องใช้ ให้แยกปลูกต่างหาก
- ไถตากดินก่อนปลูก 2-3 แดด เพื่อลดเชื้อในเศษซากพืช และปรับสภาพดินด้วยปูนขาวหรือปุ๋ยอินทรีย์ตามผลวิเคราะห์ดิน
- เก็บเศษซากต้นหอมที่เป็นโรคออกให้หมดแล้วทำลายนอกแปลง ไม่กองทิ้งริมแปลงหรือในร่องน้ำ
- ยกร่องและทำทางระบายน้ำไม่ให้น้ำขังหลังฝน วางระยะปลูกให้ลมผ่านทรงพุ่ม ไม่อัดแน่นจนใบซ้อนกันทึบ
- ในแปลงที่ระบาดรุนแรง ให้สลับไปปลูกพืชอื่นที่ไม่ใช่พืชสกุลหอมและกระเทียมอย่างน้อย 2 ปี เพื่อตัดวงจรเชื้อในดิน

เรื่องการพ่นสาร ให้ยึดฉลากทั้งอัตราและช่วงเวลาที่ใช้ได้ สลับกลุ่มสารเพื่อลดการดื้อยา และเลือกเวลาพ่นที่ละอองเกาะใบได้ดีจริง ไม่ใช่พ่นตอนแดดจัดหรือลมแรงแล้วปลิวหาย รายละเอียดเรื่องอุณหภูมิและลม อ่านได้จากบทความเรื่องฉีดพ่นตอนไหนดี
พบโรคหอมเลื้อยในแปลงแล้ว ต้องทำอะไรก่อนหลัง
งานแรกคือลดแหล่งเชื้อ ถอนต้นที่เป็นโรครุนแรงไปทำลายนอกแปลง งานที่สองคือลดความชื้น เปิดทางระบายน้ำและปรับการให้น้ำให้ใบแห้งก่อนค่ำ งานที่สามคือพ่นสารป้องกันกำจัดโรคพืชตามฉลาก และบันทึกจุดที่พบไว้เฝ้าระวังรอบถัดไป
- สำรวจทั้งแปลงในวันเดียวกัน ทำเครื่องหมายจุดที่พบ แล้วประเมินว่าเป็นกระจุกเดียวหรือกระจายทั่วแปลง
- ถอนต้นอาการรุนแรงใส่ถุง ไม่สะบัดใบในแปลง เพราะสปอร์ติดไปกับละอองน้ำและมือได้
- ปรับให้น้ำเป็นช่วงเช้า เลี่ยงช่วงค่ำที่ทำให้ใบเปียกข้ามคืน และตรวจว่าร่องน้ำไม่มีจุดน้ำขังนิ่ง
- พ่นสารให้ถึงกาบใบและโคนต้น ไม่ใช่โปรยผ่านยอดเท่านั้น เพราะแผลเริ่มที่คอและกาบใบได้
- เมื่อเก็บเกี่ยว แยกผลผลิตจากจุดที่เป็นโรคออกมาต่างหาก และไม่คัดหัวจากบริเวณนั้นไปทำพันธุ์
ข้อควรจำคือโรคนี้ไม่มีทางย้อนให้หัวที่บิดแล้วกลับมาเป็นหัวดี สิ่งที่ทำได้คือหยุดการลามไปยังต้นที่ยังปกติ และตัดวงจรไม่ให้เชื้อข้ามไปฤดูหน้า
ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยเวลาเจอหอมแดงไม่ลงหัว
ข้อผิดพลาดที่พบมากที่สุดคือสรุปเร็วเกินไปว่าขาดปุ๋ย แล้วเร่งใส่ปุ๋ยไนโตรเจนหรือเพิ่มน้ำ ซึ่งทำให้ใบอ่อนหนาแน่นและความชื้นในทรงพุ่มสูงขึ้น กลายเป็นเร่งโรคแทนที่จะแก้ อีกข้อคือใช้หัวพันธุ์จากแปลงที่เพิ่งเป็นโรคแล้วหวังว่าพ่นยาถี่จะคุมได้
- เร่งปุ๋ยทันทีที่เห็นต้นแคระ โดยยังไม่ถอนต้นขึ้นมาดูรากและหัว ทำให้วินิจฉัยผิดตั้งแต่ต้น
- ถอนต้นเป็นโรคแล้วกองทิ้งริมแปลงหรือทิ้งในร่องน้ำ ซึ่งเท่ากับเก็บเชื้อไว้ให้ฝนชะกลับเข้าแปลง
- ปลูกหอมหรือกระเทียมซ้ำที่เดิมทุกปีในแปลงที่เคยระบาดหนัก โดยไม่สลับพืชอื่นเลย
เคสจริงจากแปลง
มีเกษตรกรผู้ปลูกหอมแดงรายหนึ่งทักเข้ามาตอนแปลงหอมอายุ 10 วัน คำถามมีสองข้อ คือช่วงอายุเท่านี้พ่นสารเสริมประสิทธิภาพทางใบได้หรือยัง และผสมรวมถังเดียวกับยากำจัดแมลงหรือสารป้องกันโรคพืชได้หรือไม่ ข้อมูลที่บันทึกไว้มีเท่านี้ ไม่มีรายละเอียดพื้นที่หรือผลที่เกิดตามมา จึงเล่าได้เท่าที่มีจริง
สำหรับกรณีแบบนี้ หลักวิชาการที่ควรยึดคือ หอมแดงอายุ 10 วันอยู่ในช่วงตั้งตัว ตรงกับ 30 วันแรกที่เป็นจุดเสี่ยงของโรคหอมเลื้อยพอดี งานที่ให้ผลมากที่สุดช่วงนี้ไม่ใช่การเพิ่มสารลงถัง แต่เป็นการเดินสำรวจหาต้นที่ใบบิดหรือคอยืดให้เจอเร็ว ตรวจว่าร่องน้ำระบายได้จริงหลังฝน และเลี่ยงให้น้ำช่วงค่ำที่ทำให้ใบเปียกข้ามคืน
ส่วนคำถามเรื่องผสมถังเดียวกัน หลักที่ปลอดภัยคืออ่านฉลากทุกตัวว่าระบุข้อห้ามผสมไว้หรือไม่ แล้วทดลองผสมในขวดเล็กตามสัดส่วนที่จะใช้จริงก่อนผสมทั้งถัง ถ้าจับตัวเป็นก้อน ตกตะกอน หรือแยกชั้น ให้แยกพ่นทีละตัว และไม่ควรผสมหลายตัวในถังเดียวเกินความจำเป็น
คำถามที่พบบ่อย
หอมแดงไม่ลงหัว เป็นโรคหอมเลื้อยทุกครั้งหรือเปล่า
ไม่ใช่ทุกครั้ง อาการไม่ลงหัวเกิดได้จากหลายสาเหตุ ทั้งโรคใบจุดสีม่วงที่ทำให้ใบแห้งจนต้นโทรม ไรและเพลี้ยไฟที่ดูดทำลายใบ ดินแน่นหรือน้ำขังที่ทำให้รากทำงานไม่ได้ และหัวพันธุ์คุณภาพต่ำ วิธีแยกคือถอนต้นขึ้นมาดูราก คอ และหัว แล้วเทียบกับตารางเปรียบเทียบในบทความนี้
แช่หัวพันธุ์หอมแดงก่อนปลูกช่วยป้องกันโรคหอมเลื้อยได้ไหม
การคัดหัวพันธุ์สะอาดและเลือกจากแหล่งปลอดโรคเป็นขั้นที่สำคัญที่สุด ส่วนการแช่หรือคลุกหัวพันธุ์ด้วยสารป้องกันกำจัดโรคพืช ให้ทำตามคำแนะนำบนฉลากของสารนั้นและคำแนะนำของเจ้าหน้าที่ส่งเสริมการเกษตรในพื้นที่ เพราะชนิดสารและอัตราที่อนุญาตเปลี่ยนแปลงได้ตามประกาศของทางราชการ
พ่นยาแล้วต้นที่หัวบิดจะกลับมาเป็นหัวดีได้ไหม
ไม่ได้ หัวที่ลีบยาวหรือบิดโค้งจากโรคหอมเลื้อยแล้วจะไม่ย้อนกลับมาเป็นหัวสมบูรณ์ การพ่นสารมีเป้าหมายเพื่อป้องกันต้นที่ยังปกติไม่ให้ติดเชื้อเพิ่ม ต้นที่เป็นโรครุนแรงจึงควรถอนไปทำลายนอกแปลง แล้วทุ่มแรงไปที่การลดความชื้นและลดแหล่งเชื้อในแปลงมากกว่า
แปลงที่เป็นโรคหอมเลื้อยหนัก ปีหน้าปลูกหอมแดงซ้ำได้ไหม
ไม่ควรปลูกซ้ำทันที คำแนะนำสำหรับแปลงที่ระบาดรุนแรงคือสลับไปปลูกพืชอื่นที่ไม่ใช่พืชสกุลหอมและกระเทียมอย่างน้อย 2 ปี พร้อมเก็บเศษซากพืชออกให้หมดและไถตากดินก่อนปลูกรอบใหม่ เพื่อให้ปริมาณเชื้อในดินลดลงก่อนกลับมาปลูกหอมแดงอีกครั้ง
แหล่งอ้างอิง
- กรมวิชาการเกษตร: ฐานข้อมูลหอมแดง โรคและแมลงศัตรูสำคัญ
- เตือนการระบาดโรคแอนแทรคโนสหรือโรคหอมเลื้อย กระทรวงเกษตรและสหกรณ์
- ระวังโรคหอมเลื้อยในหอมแดงและหอมหัวใหญ่ ข่าวราชการ
- ระวังโรคใบจุดสีม่วง เชื้อรา Alternaria porri ในหอมแดงและหอมหัวใหญ่
สรุป
โรคหอมเลื้อยจัดการได้ ถ้าย้ายงานจากปลายทางมาอยู่ต้นทาง คือเลือกหัวพันธุ์จากแหล่งปลอดโรค คัดหัวที่มีแผลหรือรอยช้ำออกก่อนปลูก ไถตากดินและเก็บเศษซากพืชให้หมด วางระยะปลูกกับระบบระบายน้ำให้ใบแห้งเร็วหลังฝน แล้วเดินสำรวจทุก 5-7 วันในช่วง 30 วันแรกเพื่อจับต้นที่ใบบิดคอยืดให้เจอก่อนลาม การพ่นสารให้ใช้ตามฉลากและสลับกลุ่มสาร โดยรู้ว่าเป็นเครื่องมือเสริม ไม่ใช่ทางออกเดียว
หากต้องการคำแนะนำให้เหมาะกับแปลงของคุณ ทักทีมงานได้ที่นี่
อ่านต่อ
ปลูกกระเทียม: เตรียมหัวพันธุ์ ระยะปลูก และคลุมฟางให้หัวใหญ่ · หนอนกระทู้หอม: อาการใบหอมเป็นรอยขาว เกณฑ์พ่น และวิธีคุมหนอนดื้อยา
เกี่ยวกับผู้เขียน →