พริกใบหงิก: แยกเพลี้ยไฟ ไรขาว และโรคใบหงิกเหลืองให้ออก

โดย · เผยแพร่ 23 ตุลาคม 2569
พริกใบหงิก: แยกเพลี้ยไฟ ไรขาว และโรคใบหงิกเหลืองให้ออก

พริกใบหงิก แทบไม่เคยมีสาเหตุเดียว แต่มาจากสามกลุ่มที่ต้องแยกให้ออกก่อนจะพ่นอะไรลงไป คือ เพลี้ยไฟพริกที่ทำให้ขอบใบม้วนงอขึ้นด้านบน ไรขาวพริกที่ทำให้ขอบใบม้วนลงด้านล่างและยอดหงิกเป็นฝอยสีน้ำตาลแดง และโรคใบหงิกเหลืองจากเชื้อไวรัสที่พ่นสารอย่างไรก็ไม่หาย ตัวช่วยแยกที่เร็วที่สุดในแปลงคือดูทิศทางการม้วนของขอบใบ แล้วพลิกดูรอยด้านใต้ใบกับสีของยอด จากนั้นจึงตัดสินใจว่าจะพ่นสารกลุ่มไหนหรือต้องถอนต้นทิ้ง

พริกใบหงิกเกิดจากอะไรได้บ้าง

พริกใบหงิกเกิดได้จากสามสาเหตุหลัก คือ เพลี้ยไฟพริก ไรขาวพริก และเชื้อไวรัสที่มีแมลงหวี่ขาวเป็นพาหะ สองอย่างแรกเป็นแมลงและไรที่ดูดน้ำเลี้ยงจากยอดอ่อน ใบอ่อน และดอก ส่วนอย่างที่สามเป็นโรคที่ไม่มีสารรักษาต้นที่เป็นแล้ว ต้องถอนทำลายและคุมแมลงพาหะแทน

นอกจากสามกลุ่มนี้ ยังมีสาเหตุรองที่ทำให้ใบผิดรูปคล้ายกันและมักถูกเหมารวมว่าเป็นแมลง

  • ละอองสารกำจัดวัชพืชปลิวเข้าแปลง ทำให้ใบบิดผิดรูปพร้อมกันเป็นแถบตามทิศลม ไม่ได้เริ่มจากยอดทีละต้นแบบแมลงลง
  • อาการขาดธาตุอาหารทำให้ใบเล็กลงและผิดรูป แต่ไม่มีรอยด้านสีน้ำตาลใต้ใบและไม่มีตัวให้เห็น การอ่านอาการขาดธาตุอาหารจากใบพืชให้เป็นช่วยตัดสาเหตุนี้ออกได้เร็ว

ใบม้วนขึ้นหรือม้วนลง แยกเพลี้ยไฟกับไรขาวอย่างไร

ดูทิศทางการม้วนของขอบใบเป็นอย่างแรก เพลี้ยไฟพริกทำให้ขอบใบม้วนงอขึ้นด้านบน ใต้ใบและก้านใบมีรอยด้านสีน้ำตาล ถ้ารุนแรงปลายใบจะแห้ง ส่วนไรขาวพริกทำให้ขอบใบม้วนลงด้านล่าง เนื้อใบบริเวณโคนใบรีดเรียวยาวผิดปกติ และยอดหงิกเป็นฝอยสีน้ำตาลแดง

สิ่งที่ดู เพลี้ยไฟพริก ไรขาวพริก
ทิศทางขอบใบ ม้วนงอขึ้นด้านบน ม้วนลงด้านล่าง
รูปทรงใบและยอด ใบหงิกและด้าน รุนแรงแล้วปลายใบแห้ง ใบเรียวเล็กยาว โคนใบรีด ยอดหงิกเป็นฝอยสีน้ำตาลแดง
การเห็นตัว เคาะยอดลงแผ่นพลาสติกสีดำแล้วเห็นตัวเล็กยาววิ่ง เล็กกว่ามาก ต้องใช้แว่นขยายส่อง
สภาพอากาศที่พบมาก อากาศแห้งแล้ง รวมถึงฤดูหนาวที่ความชื้นต่ำ อากาศชื้น โดยเฉพาะฤดูฝนและระยะแตกใบอ่อน
ผลต่อดอกและผล ดอกร่วง ไม่ติดผล ผลบิดงอ ต้นแคระแกร็น ชะงักการออกดอก
ต้นพริกระยะออกดอก จุดที่เริ่มเห็นอาการพริกใบหงิกและดอกร่วงก่อนส่วนอื่น
ยอดอ่อน ตาดอก และดอก เป็นจุดที่ทั้งเพลี้ยไฟและไรขาวลงก่อน ถ้าเห็นดอกร่วงผิดปกติให้ตรวจยอดทันที

ถ้าอาการก้ำกึ่ง ให้ตรวจจนเห็นตัว

ทั้งสองอย่างระบาดพร้อมกันหรือสลับกันได้ จึงควรยืนยันด้วยการหาตัว เคาะยอดลงบนแผ่นพลาสติกสีดำเพื่อนับเพลี้ยไฟที่หลุดออกมา และส่องใต้ใบอ่อนกับซอกยอดด้วยแว่นขยายเพื่อหาไรขาว หลักเดียวกันนี้ใช้กับพืชอื่นได้ เช่นการแยกไรกระเทียมกับโรคใบจุดสีม่วง ที่ต้องส่องดูที่ยอดเหมือนกัน

โรคใบหงิกเหลืองพริกต่างจากแมลงดูดน้ำเลี้ยงตรงไหน

โรคใบหงิกเหลืองพริกเกิดจากเชื้อไวรัสที่มีแมลงหวี่ขาวเป็นพาหะ อาการเด่นคือใบยอดและใบอ่อนหดย่นหงิกเป็นสีเหลือง ขอบใบม้วน ยอดเป็นพุ่ม ใบที่แตกใหม่เล็กลง ต้นแคระแกร็นและไม่ติดผล ผลที่ได้ด่าง บิดเบี้ยว และเล็กผิดปกติ จุดต่างที่ชัดที่สุดคือไม่มีสารใดรักษาต้นที่เป็นแล้วได้

ถ้าพ่นสารฆ่าแมลงและสารฆ่าไรสลับกลุ่มไปแล้วสองสัปดาห์ แต่ยอดยังหงิกเหลืองและต้นไม่เดิน ให้ตั้งสมมติฐานไวรัสไว้ก่อน แล้วเปลี่ยนจากการพ่นรักษาเป็นการตัดวงจรโรค แนวทางที่หน่วยงานวิชาการระบุคือ

  • ถอนต้นที่แสดงอาการไปเผาทำลาย ไม่ทิ้งไว้ริมแปลงเพราะยังเป็นแหล่งให้แมลงพาหะดูดเชื้อต่อ
  • คุมแมลงหวี่ขาวโดยพ่นให้ถึงใต้ใบ และสลับสารประเภทดูดซึมกับประเภทสัมผัสเพื่อลดการดื้อยา
  • เพาะกล้าพริกในมุ้งกันแมลง แล้วคัดกล้าที่แข็งแรงไม่มีอาการไปปลูก และไม่เก็บเมล็ดจากต้นที่เป็นโรคมาเพาะต่อ
  • กำจัดวัชพืชในแปลงและริมแปลง เพราะเป็นทั้งที่อาศัยของแมลงหวี่ขาวและแหล่งสะสมเชื้อ
  • เลี่ยงปลูกพืชอาศัยของเชื้อต่อจากพริก เช่น มะเขือต่าง ๆ ยาสูบ แตงกวา ฟักทอง และมะระจีน

สำรวจแปลงพริกอย่างไรให้รู้ก่อนยอดเสีย

วิธีที่หน่วยงานวิชาการแนะนำคือสุ่มสำรวจพริก 100 ยอดต่อไร่ทุกสัปดาห์ โดยเคาะยอดลงบนแผ่นพลาสติกสีดำเพื่อนับเพลี้ยไฟที่หลุดออกมา ควบคู่กับพลิกดูใต้ใบอ่อนด้วยแว่นขยายเพื่อหาไรขาว ช่วงฤดูฝนที่พริกกำลังแตกใบอ่อนควรตรวจอย่างน้อยทุก 7 วัน เพราะอาการลามจากยอดลงใบล่างเร็ว

  1. เดินสำรวจแบบซิกแซกให้ทั่วแปลง อย่าเก็บตัวอย่างจากแถวริมเท่านั้น
  2. เลือกยอดที่อ่อนที่สุดของต้น ไม่ใช่ใบแก่กลางพุ่ม เพราะทั้งเพลี้ยไฟและไรขาวอยู่ที่เนื้อเยื่ออ่อน
  3. บันทึกว่าใบม้วนขึ้นหรือม้วนลง เพราะนี่คือข้อมูลที่ใช้เลือกสาร แล้วกลับไปดูจุดเดิมในรอบถัดไป
เกษตรกรสุ่มสำรวจยอดพริกในแปลงเพื่อหาสาเหตุพริกใบหงิกก่อนตัดสินใจพ่น
การจดบันทึกทุกรอบสำรวจทำให้เห็นว่าประชากรแมลงกำลังขึ้นหรือลง ซึ่งใช้ตัดสินใจได้จริงกว่าการเดินดูผ่าน

เจอพริกใบหงิกแล้วควรทำอะไรก่อนหลัง

ลำดับที่ควรทำคือระบุสาเหตุจากทิศทางการม้วนของใบและการเห็นตัวให้ได้ก่อน แล้วจึงเลือกวิธีจัดการตามสาเหตุนั้น ควบคู่กับจัดการสภาพแปลงไม่ให้ปัญหากลับมาซ้ำ และอ่านฉลากทุกครั้ง เพราะอัตราบนฉลากของผลิตภัณฑ์ที่ขึ้นทะเบียนเป็นเกณฑ์สุดท้าย

ถ้าเป็นไรขาวพริก

ข่าวเตือนภัยการเกษตรระบุให้ใช้สารฆ่าแมลงและไรที่มีประสิทธิภาพเมื่อพบการระบาด เช่น อะมิทราซ 20% อีซี อัตรา 40 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร หรือไพริดาเบน 20% ดับเบิลยูพี อัตรา 10 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร ร่วมกับลดความชื้นในทรงพุ่มด้วยการตัดแต่งให้อากาศถ่ายเทและแดดส่องถึงพื้นดิน ถ้าใช้กำมะถันผงร่วมด้วยต้องไม่พ่นเวลาแดดจัด เพราะทำให้ใบไหม้ได้

ถ้าเป็นเพลี้ยไฟพริก

ช่วงอากาศแห้งแล้ง การเพิ่มความชื้นด้วยสปริงเกลอร์พ่นน้ำเป็นฝอยเป็นระยะช่วยลดการระบาดได้ และเมื่อต้องพ่นสาร คำแนะนำคือปรับหัวฉีดให้ละอองเล็กที่สุดและพ่นให้ทั่วส่วนที่เพลี้ยไฟอาศัย คือซอกยอด ตาดอก และใต้ใบ เพราะเพลี้ยไฟหลบในซอกที่ละอองหยาบเข้าไม่ถึง การเลือกช่วงเวลาพ่นที่อุณหภูมิและลมเหมาะมีผลต่อการเกาะติดของละอองไม่น้อยกว่าตัวสารเอง

ถ้าเป็นโรคใบหงิกเหลืองจากไวรัส

ต้นที่แสดงอาการแล้วไม่หายให้ถอนไปเผาทำลาย แล้วย้ายน้ำหนักไปที่การคุมแมลงหวี่ขาวและตัดแหล่งสะสมเชื้อ แนวทางที่หน่วยงานวิชาการระบุคือพ่นสารกำจัดแมลงพาหะใต้ใบเมื่อพบระบาดมาก เช่น อิมิดาโคลพริด พ่น 2 ถึง 3 ครั้ง ห่างกัน 7 ถึง 10 วัน พร้อมกำจัดวัชพืชพืชอาศัยและเพาะกล้ารอบต่อไปในมุ้ง

ช่วงไหนของปีที่พริกใบหงิกระบาดหนัก

เพลี้ยไฟพริกระบาดหนักช่วงอากาศแห้งแล้ง รวมถึงฤดูหนาวที่ความชื้นต่ำและช่วงฝนทิ้งช่วง ส่วนไรขาวพริกมักพบเมื่ออากาศชื้น โดยเฉพาะฤดูฝนและระยะที่พริกกำลังแตกใบอ่อน สำนักงานเกษตรจังหวัดเตือนว่าการระบาดของเพลี้ยไฟมักเริ่มพบตั้งแต่หลังย้ายปลูกประมาณ 1 เดือน จึงควรเริ่มสำรวจก่อนถึงจุดนั้น

ช่วงรอยต่อปลายฝนต้นหนาวจึงต้องระวังทั้งสองอย่างในแปลงเดียวกัน ตอนที่ยังมีน้ำค้างแรงและพุ่มแน่นยังเหมาะกับไรขาว แต่พอฝนหยุดและอากาศเริ่มแห้ง เพลี้ยไฟจะเข้ามาแทน เอกสารอาการใบหงิกพริกระบุว่าถ้าเพลี้ยไฟระบาดมากจะพบไรขาวน้อย จึงไม่ควรพ่นสารทั้งสองกลุ่มพร้อมกันทุกรอบ ให้ดูจากตัวที่พบในรอบสำรวจนั้นจริง ๆ

ข้อผิดพลาดที่ทำให้พริกใบหงิกไม่หาย

ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยที่สุดคือพ่นก่อนรู้สาเหตุ ทำให้เสียทั้งค่าสารและเวลาในช่วงที่ยอดยังพอฟื้นได้ ตามด้วยการพ่นไม่ถึงจุดที่แมลงอาศัย และการใช้สารกลุ่มเดิมซ้ำจนดื้อ ก่อนพ่นรอบต่อไปให้ตรวจรายการนี้กับแปลงตัวเอง

  • พ่นเฉพาะด้านบนใบ ทั้งเพลี้ยไฟ ไรขาว และแมลงหวี่ขาวอยู่ใต้ใบและซอกยอดเป็นหลัก ถ้าละอองไม่ถึงใต้ใบก็เท่ากับไม่ได้พ่น
  • ใช้สารกลุ่มเดิมทุกรอบตลอดฤดู ทำให้ประชากรที่เหลือคัดเลือกตัวที่ทนได้ ควรสลับกลุ่มสารตามคำแนะนำบนฉลาก
  • ปล่อยต้นที่เป็นไวรัสไว้ในแปลงเพราะเสียดาย ต้นเหล่านี้เป็นแหล่งเชื้อให้แมลงพาหะพาไปทั้งแปลง
  • เข้าใจว่าใบหงิกคือขาดปุ๋ยแล้วเร่งไนโตรเจน ใบอ่อนที่แตกใหม่เร็วและนิ่มกลับเป็นอาหารชั้นดีให้แมลงดูดน้ำเลี้ยงรุ่นถัดไป

เคสจริงจากแปลง

จากข้อมูลที่เกษตรกรทักเข้ามาคุยกับทีมเรา สองเคสนี้เล่าเฉพาะสิ่งที่บันทึกไว้จริงเท่านั้น

เคสที่หนึ่ง เกษตรกรรายหนึ่งปลูกข้าวโพดร่วมกับพริก ปีนั้นทำพื้นที่รวม 60 ไร่ และมีแปลงทดลองใกล้บ้านอีก 3 ไร่ ตอนที่คุยกันข้าวโพดอายุ 50 วันกำลังออกดอก ข้อมูลที่บันทึกไว้ไม่ได้ระบุอาการในแปลงพริก จึงเล่าได้เท่านี้ สำหรับกรณีแบบนี้ หลักวิชาการที่ควรยึดคือใช้แปลงเล็กใกล้บ้านเป็นแปลงเฝ้าระวัง เพราะเดินสำรวจได้ทุก 7 วันโดยไม่ต้องเสียเวลาเดินทาง เมื่อเห็นยอดพริกเริ่มม้วนที่แปลงนี้ก่อน ก็มีเวลาวางแผนก่อนปัญหาจะกระจายไปทั้งพื้นที่ใหญ่ และควรแยกรอบสำรวจของแต่ละพืช เพราะระยะวิกฤตของข้าวโพดกับพริกไม่ตรงกัน

เคสที่สอง อีกรายปลูกพริกและทักเข้ามาถามเรื่องอัตราผสมสารทางใบสำหรับใช้กับพริก พร้อมคุยกันถึงอายุของต้นพริกในแปลง สำหรับกรณีแบบนี้ หลักวิชาการที่ควรยึดคือลำดับคำถามต้องกลับด้าน เริ่มจากระบุสาเหตุของอาการและระยะการเจริญเติบโตของต้นก่อน แล้วอัตราและรอบการพ่นจะตามมาเอง เพราะพริกระยะกล้าถึงก่อนออกดอกเน้นคุ้มครองยอดอ่อน ขณะที่ระยะออกดอกและติดผลต้องระวังเพลี้ยไฟที่ทำให้ดอกร่วง

คำถามที่พบบ่อย

พริกใบหงิกเกิดจากอะไร ดูอย่างไรว่าเป็นเพลี้ยไฟหรือไรขาว

ดูทิศทางการม้วนของขอบใบก่อน ถ้าขอบใบม้วนงอขึ้นด้านบนและใต้ใบกับก้านใบมีรอยด้านสีน้ำตาล มักเป็นเพลี้ยไฟพริก ถ้าขอบใบม้วนลงด้านล่าง ใบเรียวเล็กยาว และยอดหงิกเป็นฝอยสีน้ำตาลแดง มักเป็นไรขาวพริก แล้วยืนยันด้วยการเคาะยอดลงแผ่นพลาสติกสีดำและส่องใต้ใบด้วยแว่นขยาย

พริกใบหงิกจากไวรัสรักษาให้หายได้ไหม

ต้นที่เป็นโรคใบหงิกเหลืองจากเชื้อไวรัสแล้วรักษาไม่ได้ เพราะยังไม่มีสารที่กำจัดเชื้อไวรัสในต้นพืชโดยตรง สิ่งที่ทำได้คือถอนต้นที่แสดงอาการไปเผาทำลาย คุมแมลงหวี่ขาวซึ่งเป็นพาหะ กำจัดวัชพืชที่เป็นพืชอาศัย และเพาะกล้ารอบถัดไปในมุ้งกันแมลง

พริกใบหงิกควรสำรวจแปลงกี่วันครั้ง และสุ่มกี่ยอด

คำแนะนำของหน่วยงานวิชาการคือสุ่มสำรวจพริก 100 ยอดต่อไร่ทุกสัปดาห์ และช่วงฤดูฝนที่พริกกำลังแตกใบอ่อนควรตรวจอย่างน้อยทุก 7 วัน เพราะอาการลามจากยอดลงใบล่างได้เร็ว การสำรวจจุดเดิมซ้ำทุกรอบและจดตัวเลขไว้จะบอกได้ว่าประชากรกำลังเพิ่มหรือลด

พ่นสารแล้วยอดพริกยังหงิกอยู่ ควรทำอะไรต่อ

ตรวจสามอย่างก่อนเพิ่มอัตราสาร คือพ่นถึงใต้ใบและซอกยอดหรือไม่ ใช้สารตรงกับสาเหตุที่พบจริงหรือไม่ และพ่นในช่วงเวลาที่ละอองเกาะติดได้หรือไม่ ถ้าทั้งสามข้อผ่านแล้วยอดยังหงิกเหลืองและต้นไม่เดิน ให้ตั้งสมมติฐานว่าเป็นโรคไวรัสแล้วเปลี่ยนไปใช้แนวทางถอนทำลายร่วมกับคุมแมลงพาหะ

แหล่งอ้างอิง

สรุป

ปัญหาพริกใบหงิกแก้ได้เร็วขึ้นเมื่อเริ่มจากการแยกสาเหตุ ไม่ใช่เริ่มจากการเลือกสาร ขอบใบม้วนขึ้นด้านบนพร้อมรอยด้านสีน้ำตาลใต้ใบชี้ไปที่เพลี้ยไฟพริก ขอบใบม้วนลงด้านล่างกับยอดหงิกเป็นฝอยสีน้ำตาลแดงชี้ไปที่ไรขาวพริก และยอดหงิกเหลืองที่พ่นสารแล้วไม่ดีขึ้นให้คิดถึงโรคใบหงิกเหลืองจากไวรัส ซึ่งต้องถอนทำลายและคุมแมลงพาหะแทน เมื่อมีรอบสำรวจทุกสัปดาห์และพ่นให้ถึงใต้ใบในเวลาที่เหมาะ โอกาสที่ยอดพริกจะเดินต่อและติดผลได้ตามรอบก็สูงขึ้นมาก

หากต้องการคำแนะนำให้เหมาะกับแปลงของคุณ ทักทีมงานได้ที่นี่

พงษ์ปกรณ์ เศรษฐ์คุณาธิป — ผู้ดูแลแบรนด์เอฟอชและทีมให้คำปรึกษาเกษตรกร เขียนจากคำถามและปัญหาที่เจอในแปลงลูกค้าจริง
เกี่ยวกับผู้เขียน →
← กลับไปหน้าบทความ