โรคใบร่วงยางพารา: แยกชนิดใหม่กับไฟทอฟธอรา และวิธีจัดการหน้าฝน

เมื่อใบยางเหลืองและร่วงช่วงฝนชุก สิ่งที่ต้องทำก่อนซื้อสารมาพ่นคือแยกให้ออกว่าโรคใบร่วงยางพาราที่เจอเป็นชนิดไหน เพราะในสวนยางไทยมีทั้งโรคใบร่วงชนิดใหม่จากเชื้อ Colletotrichum siamense และ Neopestalotiopsis sp. กับโรคใบร่วงไฟทอฟธอราดั้งเดิม ซึ่งใช้สารต่างกลุ่มกัน วิธีแยกที่เร็วที่สุดคือเก็บใบที่ร่วงมาดู แผลกลมขอบดำบนแผ่นใบคือชนิดใหม่ รอยช้ำที่ก้านใบและมีหยดน้ำยางเกาะกลางแผลคือไฟทอฟธอรา แล้วจึงพ่นตามอัตราที่กรมวิชาการเกษตรแนะนำพร้อมจัดสวนให้โปร่งทั้งฤดู
โรคใบร่วงยางพาราเกิดจากอะไร ทำไมหนักช่วงฝนชุก
โรคใบร่วงยางพาราเกิดจากเชื้อราหลายกลุ่ม กลุ่มที่หนักที่สุดเวลานี้คือโรคใบร่วงชนิดใหม่ ซึ่งกรมวิชาการเกษตรระบุเชื้อสาเหตุว่าเป็น Colletotrichum siamense และ Neopestalotiopsis sp. ส่วนชนิดดั้งเดิมเกิดจาก Phytophthora botryosa และ P. palmivora ทั้งสองกลุ่มระบาดเร็วเมื่อความชื้นในสวนสูงและมีฝนตกหนักสลับอากาศร้อน
ที่หนักช่วงฝนเพราะสามเงื่อนไขมาพร้อมกัน คือใบเปียกนานพอให้สปอร์งอกเข้าทำลาย ฝนและลมพาสปอร์จากใบที่ร่วงใต้ทรงพุ่มกลับขึ้นใบชั้นล่าง และทรงพุ่มปิดทึบทำให้ใบแห้งช้า กรมส่งเสริมการเกษตรระบุว่าโรคใบร่วงจากไฟทอฟธอรามักรุนแรงช่วงฝนตกหนักติดต่อกันหลายวัน ซึ่งปกติอยู่ระหว่างมิถุนายนถึงพฤศจิกายน แปลว่าปลายฝนต่อต้นหนาวยังต้องเฝ้าระวัง ส่วนแอ่งน้ำขังยิ่งทำให้ความชื้นใต้ทรงพุ่มสูงต่อเนื่อง อ่านวิธีจัดการน้ำช่วงฝนชุกได้ในบทความเรื่องน้ำท่วมขังและรากเน่า
โรคใบร่วงชนิดใหม่ต่างจากโรคใบร่วงไฟทอฟธอราอย่างไร
ต่างกันที่ตำแหน่งแผลและลักษณะใบที่ร่วง ชนิดใหม่ทำแผลกลมบนแผ่นใบขนาด 0.5-3 เซนติเมตร ขอบสีดำชัด ส่วนไฟทอฟธอราทำรอยช้ำสีคล้ำที่ก้านใบและมีหยดน้ำยางเกาะกลางแผล ใบย่อยหลุดจากก้านขณะยังเขียวสด เหลือก้านใบค้างบนต้น
| ประเด็น | โรคใบร่วงชนิดใหม่ | โรคใบร่วงไฟทอฟธอรา |
|---|---|---|
| เชื้อสาเหตุ | Colletotrichum siamense และ Neopestalotiopsis sp. | Phytophthora botryosa และ P. palmivora |
| ตำแหน่งแผลที่เห็นก่อน | แผ่นใบ เริ่มจากจุดช้ำใต้ใบ | ก้านใบ เป็นรอยช้ำสีคล้ำ |
| ลักษณะแผล | แผลกลม 0.5-3 ซม. ขอบดำ กลางแผลแห้งสีน้ำตาลซีด | รอยช้ำมีหยดน้ำยางเกาะติดกลางแผล |
| ใบที่ร่วง | ใบเหลืองแล้วร่วง เห็นแผลกลมชัด | ใบย่อยหลุดจากก้านขณะยังเขียวสด เหลือก้านใบค้างบนต้น |
ที่ต้องแยกให้ออกเพราะเชื้อไฟทอฟธอรามีพืชอาศัยร่วมที่ปลูกใกล้สวนยางได้ คือส้ม ทุเรียน พริกไทย ปาล์มน้ำมัน และโกโก้ ความเสี่ยงจึงสะสมข้ามแปลง เทียบลักษณะการทำลายของเชื้อกลุ่มนี้ในไม้ผลได้จากโรครากเน่าโคนเน่าทุเรียนที่เกิดจากเชื้อสกุลเดียวกัน
ใบยางร่วงหน้าฝนกระทบน้ำยางมากแค่ไหน
กระทบตรงและเห็นผลในฤดูเดียว กรมส่งเสริมการเกษตรระบุว่าหากโรคใบร่วงชนิดใหม่ระบาดรุนแรง ผลผลิตน้ำยางลดลงร้อยละ 30-50 เพราะเมื่อพื้นที่ใบหายไปมาก ต้นต้องดึงอาหารสำรองไปสร้างใบใหม่แทนการสร้างน้ำยาง
ข้อมูลกรมส่งเสริมการเกษตรเมื่อ 19 ตุลาคม 2565 ระบุพื้นที่ระบาดประมาณ 500,000 ไร่ ใน 11 จังหวัดภาคใต้และจังหวัดตราด จึงไม่ใช่ปัญหาเฉพาะชายแดนใต้ อีกเรื่องที่ต้องเข้าใจให้ตรงคือใบที่ร่วงแล้วเรียกคืนไม่ได้ การพ่นช่วยปกป้องใบที่ยังเหลือกับใบชุดใหม่ที่กำลังผลิ มูลค่าจึงอยู่ที่ความเร็วในการเจอโรครอบแรก

สังเกตอาการโรคใบร่วงยางพาราอย่างไรให้แยกชนิดได้
เก็บใบที่ร่วงใหม่ 10-20 ใบจากหลายจุดมากางดูพร้อมกัน แล้วดูก้านใบที่ค้างบนต้นกับใบชั้นล่างที่ยังติดอยู่ วิธีนี้เห็นรูปแบบแผลชัดกว่าการเงยมองทรงพุ่ม
แผลกลมบนแผ่นใบ คือโรคใบร่วงชนิดใหม่
พลิกดูใต้ใบก่อน จะเห็นจุดช้ำเล็ก ๆ ด้านบนใบตำแหน่งเดียวกันเป็นวงกลมสีเหลือง จากนั้นแผลขยายเป็นวงกลม 0.5-3 เซนติเมตร ขอบสีดำ กลางแผลแห้งสีน้ำตาลซีด บางใบมีหลายแผลต่อกันจนใบเหลืองแล้วร่วง
รอยช้ำที่ก้านใบและหยดน้ำยาง คือไฟทอฟธอรา
ถ้าใบที่ร่วงยังเขียวสดแต่ใบย่อยหลุดจากก้าน และบนก้านใบมีรอยช้ำสีคล้ำกับหยดน้ำยางเล็ก ๆ เกาะกลางรอยแผล ให้ตีว่าเป็นไฟทอฟธอรา สวนที่เป็นหนักจะเห็นก้านใบเปล่าค้างบนต้นมาก และอาจพบฝักยางเน่าดำร่วมด้วย
แผลกลมกลางโปร่งแสงในยางเล็ก คือใบจุดตานก
ในแปลงกล้ายางและแปลงกิ่งตา อาการใบร่วงที่พบบ่อยมาจากโรคใบจุดตานก เชื้อ Colletotrichum gloeosporioides และ C. heveae แผลค่อนข้างกลม กลางแผลโปร่งแสง ขอบสีน้ำตาลเข้ม ทำให้ใบร่วงและชะงักการเจริญเติบโต
เดินสำรวจสวนยางช่วงฝนอย่างไรให้ทันก่อนใบร่วงทั้งแปลง
สำรวจอย่างน้อยสัปดาห์ละครั้งช่วงฝนชุก และเพิ่มเป็นสองครั้งหลังฝนตกหนักติดต่อกันหลายวัน กรมส่งเสริมการเกษตรแนะให้หมั่นสำรวจสวนโดยเฉพาะฤดูฝน เพราะโรครอบแรกมักเริ่มจากไม่กี่ต้นก่อนขยายทั้งแปลง
- เดินทแยงแปลงเป็นรูปตัว X สุ่มดู 10 จุด จุดละ 3-5 ต้น ไม่เดินเฉพาะริมสวน
- มองพื้นก่อนว่ามีใบร่วงกองใหม่หรือไม่ ใบที่ร่วงใหม่จะยังไม่แห้งกรอบ แล้วเก็บมากางดูแผลเทียบกับตารางด้านบน
- จดจุดและวันที่พบไว้ เพื่อดูว่าโรคขยายเร็วแค่ไหนในสัปดาห์ถัดไป
- เน้นจุดเสี่ยงซ้ำ ๆ คือมุมสวนที่ลมไม่ผ่าน ร่องน้ำขัง และแถวที่ทรงพุ่มชนกันทึบ
เกณฑ์ตัดสินใจที่ใช้ได้จริง ถ้าเจอใบร่วงกองใหม่พร้อมแผลตรงชนิดใดชนิดหนึ่งเกิน 2-3 จุดจาก 10 จุดที่สุ่ม ให้ถือว่าโรคเริ่มขยายและเข้าแผนพ่น ถ้าเจอจุดเดียวและไม่ขยายในสัปดาห์ถัดมา ให้เน้นจัดสวนให้โปร่งแล้วติดตามต่อ
ควรพ่นสารเมื่อไร และใช้อัตราเท่าไร
พ่นทันทีที่เริ่มพบอาการ ไม่ต้องรอให้ใบร่วงทั้งแปลง กรมวิชาการเกษตรแนะให้พ่นเมื่อเริ่มพบโรคและพ่นซ้ำทุก 7-10 วัน ส่วนกรมส่งเสริมการเกษตรระบุให้พ่นอย่างน้อย 2 ครั้ง ห่างกัน 7-15 วัน โดยพ่นใต้ทรงพุ่มด้วยน้ำประมาณ 100 ลิตรต่อไร่ ช่วงที่ยางผลิใบใหม่
อัตราสารต่อน้ำ 20 ลิตรตามคำแนะนำของกรมวิชาการเกษตรสำหรับโรคใบร่วงชนิดใหม่ มีดังนี้
| สารป้องกันกำจัดโรคพืช | อัตราต่อน้ำ 20 ลิตร |
|---|---|
| ไดฟีโนโคนาโซล + โพรพิโคนาโซล 15% + 15% EC | 15-20 มิลลิลิตร |
| คาร์เบนดาซิม 50% SC | 20-30 มิลลิลิตร |
| เบโนมิล 50% WP | 20-30 กรัม |
| โพรพิเนบ 70% WP หรือ แมนโคเซบ 80% WP | 30-50 กรัม |
| เฮกซะโคนาโซล 5% SC | 20-30 มิลลิลิตร |
| โพรพิโคนาโซล 25% EC | 10-20 มิลลิลิตร |
ควรสลับกลุ่มสารระหว่างรอบพ่นเพื่อลดโอกาสที่เชื้อจะทนต่อสาร และพ่นให้ถึงใต้ใบซึ่งเป็นจุดที่เชื้อเข้าทำลายก่อน ถ้าละอองไปไม่ถึงใบชั้นบน การพ่นจะเสียเปล่าแม้ใช้สารถูกตัว ช่วงเวลาพ่นก็มีผลไม่แพ้ตัวสาร ให้เลี่ยงแดดจัดกลางวัน ลมแรง และช่วงที่ฝนจะตกในไม่กี่ชั่วโมง ดูรายละเอียดในบทความเรื่องช่วงเวลาที่ควรพ่นและควรเลี่ยง
จัดการสวนและใช้ชีวภัณฑ์อย่างไรให้โรคเบาลงทั้งฤดู
เป้าหมายมีสองข้อ คือลดความชื้นใต้ทรงพุ่มและลดเชื้อที่สะสมในสวน ทำได้ด้วยการกำจัดวัชพืช ตัดแต่งกิ่งให้ลมถ่ายเท ไม่ให้มีแอ่งน้ำขัง เก็บใบเป็นโรคออกจากแปลง และใช้ไตรโคเดอร์มาควบคุมเชื้อที่ติดมากับใบซึ่งร่วงลงดิน
กรมส่งเสริมการเกษตรแนะการใช้ไตรโคเดอร์มาทุก 3 เดือน อัตรา 5-7 กิโลกรัมต่อต้นแบบผสมอินทรียวัตถุหว่านใต้ทรงพุ่ม หรือ 5-7 ลิตรต่อต้นแบบพ่น โดยให้ครอบคลุมบริเวณที่ใบเป็นโรคร่วงลงไป เพราะนั่นคือแหล่งสะสมสปอร์ที่จะกระเด็นกลับขึ้นทรงพุ่มเมื่อฝนตกรอบถัดไป ด้านพันธุ์ กรมส่งเสริมการเกษตรระบุว่า GT1 และ BPM 24 ต้านทานได้ดีกว่า ขณะที่ RRIM 600 อ่อนแอ ไม่ควรปลูกในพื้นที่ฝนชุก
- ใส่ปุ๋ยสม่ำเสมอตามค่าวิเคราะห์ดิน ต้นสมบูรณ์จะผลิใบชุดใหม่ทดแทนได้เร็วกว่า และกรีดตามคำแนะนำของการยางแห่งประเทศไทย ไม่กรีดถี่จนต้นโทรม
- ไม่ปลูกพืชอาศัยของเชื้อเป็นพืชแซมยาง คือส้ม ทุเรียน พริกไทย ปาล์มน้ำมัน โกโก้
- ไม่นำต้นกล้าหรือกิ่งตาจากพื้นที่ระบาดเข้าสวน เชื้อติดไปกับต้นกล้าได้แม้ยังไม่แสดงอาการ กรมวิชาการเกษตรแนะให้พ่นสารก่อนเคลื่อนย้ายต้นพันธุ์
- ตัดกิ่งที่เป็นโรครุนแรงไปเผาทำลายนอกแปลง
- ยางอายุไม่เกิน 2 ปีที่เป็นโรคใบร่วงจากไฟทอฟธอรา กรมส่งเสริมการเกษตรระบุให้ใช้สาร fosetyl-Al หรือ metalaxyl ซึ่งออกฤทธิ์กับเชื้อกลุ่มนี้โดยเฉพาะ ไม่ใช่สารกลุ่มเดียวกับในตารางด้านบน

ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยเมื่อใบยางเริ่มร่วง
ที่เสียเงินมากที่สุดคือพ่นสารโดยไม่แยกชนิดโรค เพราะสารที่ได้ผลกับไฟทอฟธอราไม่ใช่ตัวเดียวกับกลุ่มชนิดใหม่ รองลงมาคือรอจนใบร่วงเกือบหมดทรงพุ่มจึงเริ่มพ่น ซึ่งเป็นจุดที่การพ่นช่วยได้น้อยที่สุด
- พ่นครั้งเดียวแล้วหยุด ทั้งที่คำแนะนำคือพ่นซ้ำทุก 7-10 วัน
- พ่นเฉพาะด้านบนใบ ไม่พ่นให้ถึงใต้ใบซึ่งเป็นจุดที่เชื้อเข้าทำลายก่อน
- ปล่อยใบเป็นโรคกองใต้ทรงพุ่มทั้งฤดู กลายเป็นแหล่งสปอร์ที่ฝนพากลับขึ้นใบ
- ปลูกส้มหรือทุเรียนแซมในสวนยาง เชื้อไฟทอฟธอราจึงมีพืชอาศัยตลอดปี
- เพิ่มความถี่กรีดเพื่อชดเชยน้ำยางที่ลดลง ยิ่งทำให้ต้นโทรมและฟื้นใบช้า
เคสจริงจากแปลง
คำถามหนึ่งที่ชาวสวนยางทักเข้ามาหาทีมเรา มาจากเจ้าของสวนยางต้นเล็กอายุ 3-4 เดือน ถามว่าพ่นทางใบในต้นยางเล็กได้ไหม ควรพ่นห่างกันกี่วัน ผสมในถัง 20 ลิตรอย่างไร และให้ปุ๋ยแบบไหน ข้อมูลที่ให้มาไม่ระบุจังหวัดและจำนวนไร่
สำหรับกรณีแบบนี้ หลักวิชาการที่ควรยึดคือ ยางอายุเท่านี้ต้องระวังใบจุดตานกมากกว่ายางโต ให้พลิกดูใต้ใบเพื่อแยกว่าเป็นแผลเชื้อราหรืออาการขาดธาตุ อัตราผสมต้องอ่านจากฉลากสารตัวนั้นต่อน้ำ 20 ลิตร ไม่ใช้อัตราของยางโตกับต้นเล็กเพราะใบอ่อนไหม้ง่าย ส่วนปุ๋ยให้ทยอยใส่ตามค่าวิเคราะห์ดิน เรายังไม่มีข้อมูลว่าหลังจากนั้นสวนนี้เป็นอย่างไร จึงเล่าได้เพียงคำถามและแนวทางที่ควรทำ
คำถามที่พบบ่อย
โรคใบร่วงยางพารารักษาให้หายขาดได้ไหม
ใบที่ร่วงไปแล้วเรียกคืนไม่ได้ แต่ควบคุมให้โรคหยุดขยายและรักษาใบชุดใหม่ไว้ได้ วิธีคือพ่นสารเมื่อเริ่มพบอาการและพ่นซ้ำตามรอบ ควบคู่กับจัดสวนให้โปร่ง ลดน้ำขัง ใช้ไตรโคเดอร์มาจัดการเชื้อที่ติดมากับใบร่วง และบำรุงต้นให้ผลิใบใหม่เร็ว ในพื้นที่ฝนชุกต้องถือเป็นงานประจำทุกฤดู
โรคใบร่วงชนิดใหม่ติดไปกับต้นกล้าได้ไหม
ได้ และเป็นช่องทางแพร่ที่มองข้ามบ่อย กรมวิชาการเกษตรระบุว่าเชื้อติดไปกับต้นกล้ายางระหว่างขนย้ายได้แม้ยังไม่แสดงอาการ จึงแนะให้พ่นสารก่อนนำต้นพันธุ์ออกจากแปลงขยายพันธุ์ และควรเลือกแหล่งต้นพันธุ์ที่ไม่อยู่ในพื้นที่ระบาด
โรคใบร่วงยางพาราทำให้น้ำยางลดลงกี่เปอร์เซ็นต์
กรมส่งเสริมการเกษตรระบุว่าหากระบาดรุนแรง ผลผลิตน้ำยางลดลงร้อยละ 30-50 ตัวเลขจริงแต่ละสวนขึ้นกับว่าเสียใบมากแค่ไหนและต้นฟื้นใบใหม่เร็วเพียงใด สวนที่ใส่ปุ๋ยสม่ำเสมอ ระบายน้ำดี และไม่กรีดถี่เกินไป จะสูญเสียน้อยกว่าสวนที่ต้นโทรมอยู่ก่อน
ใช้ไตรโคเดอร์มาแทนสารเคมีได้เลยไหม
ใช้ลดเชื้อสะสมได้ดี แต่ไม่ได้แทนกันในช่วงที่โรคระบาดรุนแรง แนวทางของกรมส่งเสริมการเกษตรคือใช้ไตรโคเดอร์มาทุก 3 เดือนเพื่อควบคุมเชื้อที่ติดมากับใบซึ่งร่วงลงดิน และใช้สารเคมีเมื่อระบาดรุนแรง สองอย่างทำงานต่างจุดกัน ชีวภัณฑ์จัดการแหล่งสะสมใต้ทรงพุ่ม สารเคมีปกป้องใบที่ยังอยู่บนต้น
แหล่งอ้างอิง
- กรมวิชาการเกษตร: การควบคุมโรคใบร่วงชนิดใหม่ และอัตราสารต่อน้ำ 20 ลิตร
- กรมส่งเสริมการเกษตร: พื้นที่ระบาด และการใช้ไตรโคเดอร์มา
- กรมส่งเสริมการเกษตร: ความต่างระหว่างชนิดใหม่กับไฟทอฟธอรา
- กรมส่งเสริมการเกษตร: พันธุ์ต้านทานและพืชอาศัยของโรคใบร่วง
- กรมวิชาการเกษตร: ทำความรู้จักโรคใบร่วงชนิดใหม่ของยางพารา
สรุป
การจัดการโรคใบร่วงยางพาราให้ได้ผลเริ่มที่การแยกชนิดก่อนพ่น แผลกลมขอบดำ 0.5-3 เซนติเมตรบนแผ่นใบคือกลุ่มชนิดใหม่ รอยช้ำที่ก้านใบพร้อมหยดน้ำยางคือไฟทอฟธอรา และแผลกลมกลางโปร่งแสงในยางเล็กคือใบจุดตานก จากนั้นเดินสำรวจสัปดาห์ละครั้งช่วงฝนชุก พ่นทันทีที่พบโรคและพ่นซ้ำทุก 7-10 วันตามอัตราที่กรมวิชาการเกษตรแนะนำ ควบคู่กับจัดสวนให้โปร่ง ระบายน้ำไม่ให้ขัง ใช้ไตรโคเดอร์มาจัดการเชื้อที่ติดมากับใบร่วง และบำรุงต้นให้ผลิใบใหม่เร็ว
หากต้องการคำแนะนำให้เหมาะกับแปลงของคุณ ทักทีมงานได้ที่นี่
เกี่ยวกับผู้เขียน →