โรคใบด่างมันสำปะหลัง: อาการ วิธีแยกจากขาดธาตุ และการจัดการ

โรคใบด่างมันสำปะหลัง เกิดจากเชื้อไวรัสสกุล Begomovirus ที่ติดมากับท่อนพันธุ์เป็นหลัก และมีแมลงหวี่ขาวยาสูบเป็นตัวพาเชื้อข้ามแปลง กรมวิชาการเกษตรระบุว่าถ้าปลูกด้วยท่อนพันธุ์ที่เป็นโรค ผลผลิตเสียหายได้ 80–100 เปอร์เซ็นต์ และต้นที่ติดเชื้อแล้วไม่มีสารใดรักษาได้ ทางรอดจริงจึงมีสามเรื่อง คือ เลือกท่อนพันธุ์ให้สะอาด เดินสำรวจแปลงทุก 2 สัปดาห์เพื่อถอนทำลายต้นเป็นโรคให้เร็ว และคุมแมลงหวี่ขาวไม่ให้พาเชื้อไปต่อ
โรคใบด่างมันสำปะหลังคืออะไร เสียหายแค่ไหน
โรคใบด่างมันสำปะหลังเกิดจากเชื้อไวรัสวงศ์ Geminiviridae สกุล Begomovirus ชนิดที่พบในเอเชียคือ Sri Lankan cassava mosaic virus (SLCMV) และ Indian cassava mosaic virus (ICMV) กรมวิชาการเกษตรระบุว่าหากปลูกด้วยท่อนพันธุ์ที่เป็นโรค ผลผลิตเสียหายได้ 80–100 เปอร์เซ็นต์ เพราะต้นแคระแกร็นและลงหัวไม่ได้
ความเสียหายไม่ได้มาจากลายด่างบนใบโดยตรง แต่มาจากพื้นที่ใบที่ลดลง ใบย่อยเรียวเล็กและหงิกงอทำให้ต้นสังเคราะห์แสงได้น้อย หัวจึงเล็กและเปอร์เซ็นต์แป้งต่ำ ยิ่งติดเชื้อตั้งแต่อายุน้อยยิ่งเสียหายมาก และเพราะไวรัสอยู่ในเนื้อเยื่อทั้งต้น การพ่นสารป้องกันเชื้อราจึงไม่ทำให้อาการหาย
อาการโรคใบด่างมันสำปะหลังเป็นแบบไหน ดูจุดไหนก่อน
ให้ดูที่ยอดอ่อนและใบที่แตกใหม่ก่อน เอกสารของกรมส่งเสริมการเกษตรระบุว่า ยอดอ่อนและใบจะด่างเขียวอ่อนหรือเหลืองสลับเขียวเข้ม ใบมีขนาดเรียวเล็ก หงิกงอ และเสียรูปทรง ชุดอาการที่ชี้ไปทางไวรัสชัดที่สุดคือด่างพร้อมใบเรียวเล็กและต้นแคระแกร็นกว่าต้นข้างเคียงในแถวเดียวกัน
- ยอดและใบใหม่ด่างไหม ลายด่างไม่สมมาตรสองข้างใบย่อยหรือไม่
- ใบย่อยเรียวเล็กลง ขอบใบบิดม้วน หรือแผ่นใบย่นเสียรูปหรือไม่
- พลิกดูใต้ใบ ถ้าพบแมลงตัวเล็กสีขาวเกาะอยู่และบินขึ้นเมื่อเขย่า นั่นคือแมลงหวี่ขาวซึ่งเป็นตัวพาเชื้อ

ใบด่างจากโรค ต่างจากอาการขาดธาตุสังกะสีอย่างไร
ขาดสังกะสีจะเห็นจุดหรือแถบสีเหลืองซีดถึงขาวระหว่างเส้นใบ แต่เส้นใบยังเขียวอยู่ และมักเกิดเป็นหย่อมตามสภาพดิน เช่น ดินด่างหรือใส่ปูนมากเกินไป ส่วนโรคใบด่างจะด่างเขียวซีดสลับเขียวเข้มแบบไม่อิงเส้นใบ พร้อมใบเรียวเล็กหงิกงอและต้นแคระ จุดตัดที่ใช้แยกคือลายด่างอิงเส้นใบหรือไม่ และรูปแบบการกระจายในแปลง
| จุดสังเกต | โรคใบด่าง (ไวรัส) | ขาดธาตุสังกะสี | ละอองสารกำจัดวัชพืชปลิว |
|---|---|---|---|
| ลายบนใบ | ด่างเขียวซีดสลับเขียวเข้ม ไม่อิงเส้นใบ | จุดหรือแถบเหลืองซีดถึงขาวระหว่างเส้นใบ เส้นใบยังเขียว | ซีดหรือไหม้เป็นปื้นด้านที่รับละออง |
| รูปทรงใบ | ใบย่อยเรียวเล็ก หงิกงอ เสียรูปทรงชัด | หยักใบแคบลง ใบย่น โครงใบยังพอเป็นรูป | หงิกหรือม้วนตามชนิดสาร |
| การกระจายในแปลง | ทีละต้น เรียงตามแถวปลูก หรือจากขอบแปลงเข้ามา | เป็นหย่อมตามสภาพดิน | เป็นแถบตามทิศลม |
| หลังแก้ไข | ไม่หาย ต้นติดเชื้อตลอดอายุ | ดีขึ้นหลังแก้ธาตุอาหารและปรับดิน | ใบที่แตกใหม่ปกติ |
ถ้าเอนไปทางขาดธาตุ กรมวิชาการเกษตรแนะให้แช่ท่อนพันธุ์ในซิงค์ซัลเฟตอัตรา 0.4–0.8 กิโลกรัมต่อน้ำ 20 ลิตร นาน 15 นาที หรือพ่นทางใบ 0.2–0.4 กิโลกรัมต่อน้ำ 20 ลิตร เมื่อต้นอายุ 1, 2 และ 3 เดือน วิธีไล่อาการตามตำแหน่งใบอ่านเพิ่มได้ที่ อ่านอาการขาดธาตุอาหารจากใบพืช
โรคใบด่างมันสำปะหลังระบาดมาทางไหน
ทางแรกและรุนแรงที่สุดคือท่อนพันธุ์ที่ตัดจากต้นเป็นโรค เพราะเชื้ออยู่ในเนื้อเยื่อท่อนพันธุ์ ต้นที่งอกขึ้นมาจึงเป็นโรคตั้งแต่เริ่ม ทางที่สองคือแมลงหวี่ขาวยาสูบ (Bemisia tabaci) ที่ดูดน้ำเลี้ยงจากต้นเป็นโรคแล้วบินไปดูดต้นดี พาเชื้อข้ามต้นและข้ามแปลงได้
รูปแบบการกระจายช่วยบอกต้นตอ ถ้ามาจากท่อนพันธุ์ มักเห็นต้นเป็นโรคตั้งแต่ต้นยังเล็กและเรียงเป็นแนวตามจุดที่หยิบท่อนพันธุ์มัดเดียวกันไปปลูก ถ้ามาจากแมลง มักเริ่มจากขอบแปลงแล้วค่อยลามเข้าใน พืชอาศัยของแมลงหวี่ขาวที่กรมส่งเสริมการเกษตรแนะให้เลี่ยงปลูกใกล้แปลง ได้แก่ กะเพรา โหระพา สะระแหน่ มันฝรั่ง พริก มะเขือ และพืชตระกูลถั่ว รวมถึงวัชพืชบนคันแปลง
เดินสำรวจแปลงมันสำปะหลังทุกกี่วัน ดูอะไร
กรมวิชาการเกษตรแนะให้หมั่นเดินตรวจแปลงตั้งแต่เริ่มปลูกทุก ๆ 2 สัปดาห์ เป้าหมายคือเจอต้นที่แสดงอาการตอนยังมีไม่กี่ต้น ให้เดินซิกแซกหรือสลับแถวเข้ากลางแปลง ไม่ใช่เดินแค่ริมแปลง และดูยอดอ่อนกับใต้ใบทุกครั้ง ช่วงที่ต้องเข้มที่สุดคือเดือนที่ 1 ถึง 3 หลังปลูก
ที่ต้องเน้นสามเดือนแรกเพราะเป็นช่วงที่อาการจากท่อนพันธุ์ทยอยแสดงออกบนใบใหม่ และยังเดินเข้าแปลงได้ก่อนทรงพุ่มปิดแถว ให้ผูกเชือกสีไว้ที่ต้นที่สงสัย ถ่ายรูปพร้อมวันที่ และจดจำนวนต้นที่พบต่อรอบ ถ้าเพิ่มขึ้นทุกรอบแสดงว่ามีการแพร่ในแปลงจริง ไม่ใช่แค่ท่อนพันธุ์ชุดเดียว หากไม่มั่นใจ ให้แจ้งสำนักงานเกษตรอำเภอเข้ามาดูก่อนรื้อแปลง
เจอต้นเป็นโรคใบด่างแล้วต้องทำอย่างไร
ต้องถอนทำลาย ไม่ใช่ปล่อยไว้แล้วพ่นสาร เพราะไม่มีสารใดรักษาต้นที่ติดไวรัสแล้ว คำแนะนำของกรมวิชาการเกษตรคือถอนต้นที่สงสัยออกจากแปลงแล้วทำลายโดยฝังกลบ และพ่นสารกำจัดแมลงในแปลงที่พบโรครวมถึงแปลงข้างเคียง เพื่อกำจัดแมลงหวี่ขาวที่เป็นตัวพาเชื้อ
ลำดับที่ใช้ได้จริงคือพ่นคุมแมลงก่อนถอนต้น เพื่อไม่ให้แมลงที่เกาะบนต้นเป็นโรคแตกฝูงไปเกาะต้นดีตอนเราเข้าไปรบกวน แล้วจึงถอนทั้งต้นรวมราก ใส่ถุงปิดปากหรือสับย่อยแล้วฝังกลบ ห้ามกองไว้ริมแปลงเพราะยังมีน้ำเลี้ยงให้แมลงดูดต่อได้อีกหลายวัน และแปลงที่พบโรคมากต้องถือเป็นแปลงที่ห้ามนำท่อนพันธุ์ไปใช้หรือขายต่อ
คุมแมลงหวี่ขาวยาสูบอย่างไรไม่ให้พาเชื้อไปต่อ
ต้องคุมที่ใต้ใบและคุมต่อเนื่อง กรมส่งเสริมการเกษตรแนะให้พ่นสารกำจัดแมลงในแปลงที่พบโรคและแปลงข้างเคียงทุก 7 วัน เลือกใช้ชนิดใดชนิดหนึ่งตามอัตราต่อน้ำ 20 ลิตรด้านล่าง สลับกลุ่มสารเพื่อลดการดื้อยา และกำจัดพืชอาศัยกับวัชพืชรอบแปลงควบคู่ไป
| ชื่อสาร | สูตร | อัตราต่อน้ำ 20 ลิตร |
|---|---|---|
| อิมิดาโคลพริด (imidacloprid) | 70% WG | 12 กรัม |
| ไทอะมีทอกแซม (thiamethoxam) | 25% WG | 12 กรัม |
| ไดโนทีฟูแรน (dinotefuran) | 10% SL | 20 มิลลิลิตร |
| ไบเฟนทริน (bifenthrin) | 2.5% EC | 30 มิลลิลิตร |
| ไตรอะโซฟอส (triazophos) | 40% EC | 50 มิลลิลิตร |
ให้อ่านฉลากผลิตภัณฑ์ที่ใช้จริงประกอบเสมอ เพราะความเข้มข้นแต่ละยี่ห้ออาจไม่ตรงกับสูตรในตาราง สาเหตุที่พ่นแล้วไม่ได้ผลบ่อยที่สุดไม่ใช่ชนิดสาร แต่เป็นละอองไม่ถึงใต้ใบที่ตัวเต็มวัยและตัวอ่อนเกาะอยู่ ให้ปรับหัวพ่นให้มีมุมเงยขึ้น และเลี่ยงพ่นตอนแดดจัดลมแรง ตามรายละเอียดในบทความ ฉีดพ่นตอนไหนดี
เลือกท่อนพันธุ์และพันธุ์ต้านทานโรคใบด่างอย่างไร
ให้เริ่มจากแหล่งท่อนพันธุ์ก่อนเรื่องอื่น ท่อนพันธุ์ที่ดีควรมาจากต้นแม่อายุ 8–14 เดือน เส้นผ่านศูนย์กลาง 2 เซนติเมตรขึ้นไป ยาว 15–20 เซนติเมตร มีตาอย่างน้อย 7–10 ตาต่อท่อน และปราศจากการเข้าทำลายของโรคและแมลง ห้ามนำท่อนพันธุ์จากแปลงที่มีการระบาดมาปลูกเด็ดขาด
กรมส่งเสริมการเกษตรระบุว่า ท่อนพันธุ์ยาว 20 เซนติเมตรที่ตัดจากส่วนกลางและส่วนโคนของต้นอายุ 12 เดือน มีเปอร์เซ็นต์การอยู่รอด 73–92 เปอร์เซ็นต์ จึงควรเลี่ยงท่อนปลายยอดที่อ่อนเกินไป และการแช่ท่อนพันธุ์ในน้ำหรือสารกระตุ้นการงอกราว 2 ชั่วโมงก่อนปลูกช่วยให้งอกเร็วและสม่ำเสมอขึ้น
เรื่องพันธุ์
กรมวิชาการเกษตรและกรมส่งเสริมการเกษตรนำพันธุ์ที่ต้านทานโรคใบด่างระดับสูงมาขยายให้เกษตรกร 3 พันธุ์ คือ TME B419 หรือ "อิทธิ 1" IITA-TMS-IBA980581 หรือ "อิทธิ 2" และ IITA-TMS-IBA920057 หรือ "อิทธิ 3" ส่วนพันธุ์เดิมที่แนะให้ใช้เป็นพันธุ์สะอาดทนทาน ได้แก่ ระยอง 72 เกษตรศาสตร์ 50 และห้วยบง 60 ขณะที่ระยอง 11 และ CMR 43-08-89 ถูกระบุว่าอ่อนแอ ควรเลี่ยงในพื้นที่ระบาด ท่อนพันธุ์ต้านทานกระจายผ่านโครงการของทางราชการ จึงควรติดต่อสำนักงานเกษตรอำเภอ

ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยในการจัดการโรคใบด่าง
ข้อผิดพลาดที่ทำให้เสียหายมากที่สุดคือเสียดายของแล้วเก็บต้นเป็นโรคไว้ตัดท่อนพันธุ์ รองลงมาคือพ่นสารป้องกันเชื้อราเพื่อรักษาใบด่าง ซึ่งไม่ได้ผลกับไวรัส และการพ่นกดลงจากด้านบนอย่างเดียวจนละอองไม่ถึงใต้ใบที่แมลงหวี่ขาวเกาะอยู่
- ซื้อหรือแลกท่อนพันธุ์จากแปลงที่ไม่รู้ประวัติโรค ถูกกว่าแต่พาเชื้อมาทั้งแปลง
- ถอนต้นเป็นโรคแล้วกองทิ้งริมแปลง ควรฝังกลบ
- คิดว่าให้ปุ๋ยหนักขึ้นแล้วต้นที่เป็นโรคจะฟื้น การบำรุงช่วยต้นที่ยังดีให้แข็งแรงได้ แต่ไม่ทำให้ต้นที่ติดไวรัสหาย แนวทางธาตุอาหารช่วงลงหัวอ่านได้ที่ ปุ๋ยทางใบมันสำปะหลังระยะลงหัว
เคสจริงจากแปลง
เคสแรกเป็นผู้ปลูกมันสำปะหลังที่แปลงอายุ 4 เดือน ใช้เป้สะพายหลังถัง 20 ลิตรพ่น และถามเข้ามาว่าถังหนึ่งพ่นได้กี่ไร่ สำหรับกรณีแบบนี้ หลักวิชาการที่ควรยึดคือ ข้อดีของเป้สะพายหลังคืออัตราสารตามคำแนะนำทางราชการระบุเป็น "ต่อน้ำ 20 ลิตร" อยู่แล้ว จึงผสมได้ตรงอัตราโดยไม่ต้องคำนวณใหม่ แต่พ่นได้พื้นที่น้อยต่อถัง ถ้าเป้าหมายคือคุมแมลงหวี่ขาว ควรใช้แรงที่มีจำกัดพ่นให้ถึงใต้ใบในโซนที่พบปัญหาจริง มากกว่าพ่นผ่านทั่วแปลงบาง ๆ
เคสที่สองเป็นผู้ปลูกหลายพืชทั้งข้าวโพด ข้าว มันสำปะหลัง และอ้อย พื้นที่ประมาณ 30–40 ไร่ พ่นด้วยโดรนที่ใช้น้ำ 150 ลิตร และต้องการนำไปผสมกับยาหนอนหรือยาคุมไข่หนอน สำหรับกรณีแบบนี้ หลักวิชาการที่ควรยึดคือ การพ่นด้วยโดรนใช้น้ำต่อไร่ต่ำและละอองลงจากด้านบน จึงเหมาะกับศัตรูพืชบนใบหรือยอด แต่ได้ผลน้อยกับแมลงที่เกาะใต้ใบอย่างแมลงหวี่ขาว ถ้าเป้าหมายคือคุมพาหะของโรคใบด่าง ควรแยกแผนพ่นให้เข้าถึงใต้ใบในแปลงมันสำปะหลังออกจากงานพ่นโดรนของพืชอื่น
คำถามที่พบบ่อย
โรคใบด่างมันสำปะหลังรักษาหายไหม
ไม่หาย เพราะเป็นโรคจากเชื้อไวรัสที่อยู่ในเนื้อเยื่อทั้งต้น ไม่มีสารเคมีใดกำจัดไวรัสในต้นได้ สิ่งที่ทำได้คือถอนต้นที่เป็นโรคไปฝังกลบ ไม่นำท่อนพันธุ์จากต้นนั้นไปปลูกต่อ และคุมแมลงหวี่ขาวซึ่งเป็นตัวพาเชื้อ ไม่ให้โรคกระจายไปต้นดีและแปลงข้างเคียง
โรคใบด่างมันสำปะหลังทำให้ผลผลิตลดลงกี่เปอร์เซ็นต์
กรมวิชาการเกษตรระบุว่าถ้าปลูกด้วยท่อนพันธุ์ที่เป็นโรค ผลผลิตเสียหายได้ 80–100 เปอร์เซ็นต์ ความเสียหายมาจากพื้นที่ใบที่ลดลงเพราะใบเรียวเล็กและหงิกงอ ต้นสังเคราะห์แสงได้น้อยจึงลงหัวไม่ได้ ยิ่งติดเชื้อตั้งแต่อายุน้อยยิ่งเสียหายมาก
ใบด่างมันสำปะหลังเกิดจากขาดธาตุได้ไหม
ได้ อาการขาดธาตุสังกะสีทำให้เห็นจุดหรือแถบเหลืองซีดถึงขาวระหว่างเส้นใบบนใบอ่อน โดยเส้นใบยังเขียว ใบย่นและหยักแคบลง ต่างจากโรคใบด่างที่ด่างไม่อิงเส้นใบ ใบเรียวเล็กหงิกเสียรูป และต้นแคระแกร็น ถ้าเป็นเรื่องธาตุอาหาร อาการจะดีขึ้นหลังแก้ธาตุและปรับสภาพดิน
พันธุ์มันสำปะหลังต้านทานโรคใบด่างมีพันธุ์อะไร
พันธุ์ที่ทางราชการระบุว่าต้านทานระดับสูงมี 3 พันธุ์ คือ อิทธิ 1 (TME B419) อิทธิ 2 (IITA-TMS-IBA980581) และอิทธิ 3 (IITA-TMS-IBA920057) กระจายผ่านโครงการของกรมวิชาการเกษตรและกรมส่งเสริมการเกษตร ส่วนระยอง 11 และ CMR 43-08-89 ถูกระบุว่าอ่อนแอต่อโรคนี้
แหล่งอ้างอิง
- กรมวิชาการเกษตร: เฝ้าระวังโรคใบด่างมันสำปะหลัง
- กรมส่งเสริมการเกษตร: โรคที่ติดมาจากท่อนพันธุ์มันสำปะหลัง
- กรมส่งเสริมการเกษตร: วิธีควบคุมแมลงหวี่ขาวยาสูบ พาหะนำโรค
- กรมส่งเสริมการเกษตร: เลือกท่อนพันธุ์มันสำปะหลังคุณภาพ
- กรมวิชาการเกษตร: มันสำปะหลังและการขาดธาตุสังกะสี
สรุป
การจัดการโรคใบด่างมันสำปะหลังไม่ได้ชนะกันที่ชนิดสารที่พ่น แต่ชนะกันที่ต้นทางคือท่อนพันธุ์ เลือกท่อนพันธุ์จากแปลงที่รู้ประวัติโรค จากต้นแม่อายุ 8–14 เดือน ขนาดและจำนวนตาได้ตามเกณฑ์ เดินสำรวจทุก 2 สัปดาห์เพื่อถอนต้นที่แสดงอาการไปฝังกลบ คุมแมลงหวี่ขาวยาสูบให้ถึงใต้ใบและสลับกลุ่มสาร กำจัดพืชอาศัยรอบแปลง และถ้าอยู่ในพื้นที่ระบาด ให้ติดต่อเกษตรอำเภอเรื่องพันธุ์ต้านทานไว้สำหรับรอบปลูกถัดไป
หากต้องการคำแนะนำให้เหมาะกับแปลงของคุณ ทักทีมงานได้ที่นี่
เกี่ยวกับผู้เขียน →