โรคใบด่างมันสำปะหลัง: อาการ วิธีแยกจากขาดธาตุ และการจัดการ

โดย · เผยแพร่ 4 ตุลาคม 2569
โรคใบด่างมันสำปะหลัง: อาการ วิธีแยกจากขาดธาตุ และการจัดการ

โรคใบด่างมันสำปะหลัง เกิดจากเชื้อไวรัสสกุล Begomovirus ที่ติดมากับท่อนพันธุ์เป็นหลัก และมีแมลงหวี่ขาวยาสูบเป็นตัวพาเชื้อข้ามแปลง กรมวิชาการเกษตรระบุว่าถ้าปลูกด้วยท่อนพันธุ์ที่เป็นโรค ผลผลิตเสียหายได้ 80–100 เปอร์เซ็นต์ และต้นที่ติดเชื้อแล้วไม่มีสารใดรักษาได้ ทางรอดจริงจึงมีสามเรื่อง คือ เลือกท่อนพันธุ์ให้สะอาด เดินสำรวจแปลงทุก 2 สัปดาห์เพื่อถอนทำลายต้นเป็นโรคให้เร็ว และคุมแมลงหวี่ขาวไม่ให้พาเชื้อไปต่อ

โรคใบด่างมันสำปะหลังคืออะไร เสียหายแค่ไหน

โรคใบด่างมันสำปะหลังเกิดจากเชื้อไวรัสวงศ์ Geminiviridae สกุล Begomovirus ชนิดที่พบในเอเชียคือ Sri Lankan cassava mosaic virus (SLCMV) และ Indian cassava mosaic virus (ICMV) กรมวิชาการเกษตรระบุว่าหากปลูกด้วยท่อนพันธุ์ที่เป็นโรค ผลผลิตเสียหายได้ 80–100 เปอร์เซ็นต์ เพราะต้นแคระแกร็นและลงหัวไม่ได้

ความเสียหายไม่ได้มาจากลายด่างบนใบโดยตรง แต่มาจากพื้นที่ใบที่ลดลง ใบย่อยเรียวเล็กและหงิกงอทำให้ต้นสังเคราะห์แสงได้น้อย หัวจึงเล็กและเปอร์เซ็นต์แป้งต่ำ ยิ่งติดเชื้อตั้งแต่อายุน้อยยิ่งเสียหายมาก และเพราะไวรัสอยู่ในเนื้อเยื่อทั้งต้น การพ่นสารป้องกันเชื้อราจึงไม่ทำให้อาการหาย

อาการโรคใบด่างมันสำปะหลังเป็นแบบไหน ดูจุดไหนก่อน

ให้ดูที่ยอดอ่อนและใบที่แตกใหม่ก่อน เอกสารของกรมส่งเสริมการเกษตรระบุว่า ยอดอ่อนและใบจะด่างเขียวอ่อนหรือเหลืองสลับเขียวเข้ม ใบมีขนาดเรียวเล็ก หงิกงอ และเสียรูปทรง ชุดอาการที่ชี้ไปทางไวรัสชัดที่สุดคือด่างพร้อมใบเรียวเล็กและต้นแคระแกร็นกว่าต้นข้างเคียงในแถวเดียวกัน

  • ยอดและใบใหม่ด่างไหม ลายด่างไม่สมมาตรสองข้างใบย่อยหรือไม่
  • ใบย่อยเรียวเล็กลง ขอบใบบิดม้วน หรือแผ่นใบย่นเสียรูปหรือไม่
  • พลิกดูใต้ใบ ถ้าพบแมลงตัวเล็กสีขาวเกาะอยู่และบินขึ้นเมื่อเขย่า นั่นคือแมลงหวี่ขาวซึ่งเป็นตัวพาเชื้อ
ใบมันสำปะหลังระยะใกล้ จุดสังเกตอาการเพื่อแยกโรคใบด่างมันสำปะหลังจากอาการขาดธาตุ
ใบปกติจะแผ่เต็มและรูปทรงสมมาตร การเทียบใบที่สงสัยกับใบปกติในแปลงเดียวกันตัดสินได้เร็วกว่าดูใบเดี่ยว

ใบด่างจากโรค ต่างจากอาการขาดธาตุสังกะสีอย่างไร

ขาดสังกะสีจะเห็นจุดหรือแถบสีเหลืองซีดถึงขาวระหว่างเส้นใบ แต่เส้นใบยังเขียวอยู่ และมักเกิดเป็นหย่อมตามสภาพดิน เช่น ดินด่างหรือใส่ปูนมากเกินไป ส่วนโรคใบด่างจะด่างเขียวซีดสลับเขียวเข้มแบบไม่อิงเส้นใบ พร้อมใบเรียวเล็กหงิกงอและต้นแคระ จุดตัดที่ใช้แยกคือลายด่างอิงเส้นใบหรือไม่ และรูปแบบการกระจายในแปลง

จุดสังเกต โรคใบด่าง (ไวรัส) ขาดธาตุสังกะสี ละอองสารกำจัดวัชพืชปลิว
ลายบนใบ ด่างเขียวซีดสลับเขียวเข้ม ไม่อิงเส้นใบ จุดหรือแถบเหลืองซีดถึงขาวระหว่างเส้นใบ เส้นใบยังเขียว ซีดหรือไหม้เป็นปื้นด้านที่รับละออง
รูปทรงใบ ใบย่อยเรียวเล็ก หงิกงอ เสียรูปทรงชัด หยักใบแคบลง ใบย่น โครงใบยังพอเป็นรูป หงิกหรือม้วนตามชนิดสาร
การกระจายในแปลง ทีละต้น เรียงตามแถวปลูก หรือจากขอบแปลงเข้ามา เป็นหย่อมตามสภาพดิน เป็นแถบตามทิศลม
หลังแก้ไข ไม่หาย ต้นติดเชื้อตลอดอายุ ดีขึ้นหลังแก้ธาตุอาหารและปรับดิน ใบที่แตกใหม่ปกติ

ถ้าเอนไปทางขาดธาตุ กรมวิชาการเกษตรแนะให้แช่ท่อนพันธุ์ในซิงค์ซัลเฟตอัตรา 0.4–0.8 กิโลกรัมต่อน้ำ 20 ลิตร นาน 15 นาที หรือพ่นทางใบ 0.2–0.4 กิโลกรัมต่อน้ำ 20 ลิตร เมื่อต้นอายุ 1, 2 และ 3 เดือน วิธีไล่อาการตามตำแหน่งใบอ่านเพิ่มได้ที่ อ่านอาการขาดธาตุอาหารจากใบพืช

โรคใบด่างมันสำปะหลังระบาดมาทางไหน

ทางแรกและรุนแรงที่สุดคือท่อนพันธุ์ที่ตัดจากต้นเป็นโรค เพราะเชื้ออยู่ในเนื้อเยื่อท่อนพันธุ์ ต้นที่งอกขึ้นมาจึงเป็นโรคตั้งแต่เริ่ม ทางที่สองคือแมลงหวี่ขาวยาสูบ (Bemisia tabaci) ที่ดูดน้ำเลี้ยงจากต้นเป็นโรคแล้วบินไปดูดต้นดี พาเชื้อข้ามต้นและข้ามแปลงได้

รูปแบบการกระจายช่วยบอกต้นตอ ถ้ามาจากท่อนพันธุ์ มักเห็นต้นเป็นโรคตั้งแต่ต้นยังเล็กและเรียงเป็นแนวตามจุดที่หยิบท่อนพันธุ์มัดเดียวกันไปปลูก ถ้ามาจากแมลง มักเริ่มจากขอบแปลงแล้วค่อยลามเข้าใน พืชอาศัยของแมลงหวี่ขาวที่กรมส่งเสริมการเกษตรแนะให้เลี่ยงปลูกใกล้แปลง ได้แก่ กะเพรา โหระพา สะระแหน่ มันฝรั่ง พริก มะเขือ และพืชตระกูลถั่ว รวมถึงวัชพืชบนคันแปลง

เดินสำรวจแปลงมันสำปะหลังทุกกี่วัน ดูอะไร

กรมวิชาการเกษตรแนะให้หมั่นเดินตรวจแปลงตั้งแต่เริ่มปลูกทุก ๆ 2 สัปดาห์ เป้าหมายคือเจอต้นที่แสดงอาการตอนยังมีไม่กี่ต้น ให้เดินซิกแซกหรือสลับแถวเข้ากลางแปลง ไม่ใช่เดินแค่ริมแปลง และดูยอดอ่อนกับใต้ใบทุกครั้ง ช่วงที่ต้องเข้มที่สุดคือเดือนที่ 1 ถึง 3 หลังปลูก

ที่ต้องเน้นสามเดือนแรกเพราะเป็นช่วงที่อาการจากท่อนพันธุ์ทยอยแสดงออกบนใบใหม่ และยังเดินเข้าแปลงได้ก่อนทรงพุ่มปิดแถว ให้ผูกเชือกสีไว้ที่ต้นที่สงสัย ถ่ายรูปพร้อมวันที่ และจดจำนวนต้นที่พบต่อรอบ ถ้าเพิ่มขึ้นทุกรอบแสดงว่ามีการแพร่ในแปลงจริง ไม่ใช่แค่ท่อนพันธุ์ชุดเดียว หากไม่มั่นใจ ให้แจ้งสำนักงานเกษตรอำเภอเข้ามาดูก่อนรื้อแปลง

เจอต้นเป็นโรคใบด่างแล้วต้องทำอย่างไร

ต้องถอนทำลาย ไม่ใช่ปล่อยไว้แล้วพ่นสาร เพราะไม่มีสารใดรักษาต้นที่ติดไวรัสแล้ว คำแนะนำของกรมวิชาการเกษตรคือถอนต้นที่สงสัยออกจากแปลงแล้วทำลายโดยฝังกลบ และพ่นสารกำจัดแมลงในแปลงที่พบโรครวมถึงแปลงข้างเคียง เพื่อกำจัดแมลงหวี่ขาวที่เป็นตัวพาเชื้อ

ลำดับที่ใช้ได้จริงคือพ่นคุมแมลงก่อนถอนต้น เพื่อไม่ให้แมลงที่เกาะบนต้นเป็นโรคแตกฝูงไปเกาะต้นดีตอนเราเข้าไปรบกวน แล้วจึงถอนทั้งต้นรวมราก ใส่ถุงปิดปากหรือสับย่อยแล้วฝังกลบ ห้ามกองไว้ริมแปลงเพราะยังมีน้ำเลี้ยงให้แมลงดูดต่อได้อีกหลายวัน และแปลงที่พบโรคมากต้องถือเป็นแปลงที่ห้ามนำท่อนพันธุ์ไปใช้หรือขายต่อ

คุมแมลงหวี่ขาวยาสูบอย่างไรไม่ให้พาเชื้อไปต่อ

ต้องคุมที่ใต้ใบและคุมต่อเนื่อง กรมส่งเสริมการเกษตรแนะให้พ่นสารกำจัดแมลงในแปลงที่พบโรคและแปลงข้างเคียงทุก 7 วัน เลือกใช้ชนิดใดชนิดหนึ่งตามอัตราต่อน้ำ 20 ลิตรด้านล่าง สลับกลุ่มสารเพื่อลดการดื้อยา และกำจัดพืชอาศัยกับวัชพืชรอบแปลงควบคู่ไป

ชื่อสาร สูตร อัตราต่อน้ำ 20 ลิตร
อิมิดาโคลพริด (imidacloprid) 70% WG 12 กรัม
ไทอะมีทอกแซม (thiamethoxam) 25% WG 12 กรัม
ไดโนทีฟูแรน (dinotefuran) 10% SL 20 มิลลิลิตร
ไบเฟนทริน (bifenthrin) 2.5% EC 30 มิลลิลิตร
ไตรอะโซฟอส (triazophos) 40% EC 50 มิลลิลิตร

ให้อ่านฉลากผลิตภัณฑ์ที่ใช้จริงประกอบเสมอ เพราะความเข้มข้นแต่ละยี่ห้ออาจไม่ตรงกับสูตรในตาราง สาเหตุที่พ่นแล้วไม่ได้ผลบ่อยที่สุดไม่ใช่ชนิดสาร แต่เป็นละอองไม่ถึงใต้ใบที่ตัวเต็มวัยและตัวอ่อนเกาะอยู่ ให้ปรับหัวพ่นให้มีมุมเงยขึ้น และเลี่ยงพ่นตอนแดดจัดลมแรง ตามรายละเอียดในบทความ ฉีดพ่นตอนไหนดี

เลือกท่อนพันธุ์และพันธุ์ต้านทานโรคใบด่างอย่างไร

ให้เริ่มจากแหล่งท่อนพันธุ์ก่อนเรื่องอื่น ท่อนพันธุ์ที่ดีควรมาจากต้นแม่อายุ 8–14 เดือน เส้นผ่านศูนย์กลาง 2 เซนติเมตรขึ้นไป ยาว 15–20 เซนติเมตร มีตาอย่างน้อย 7–10 ตาต่อท่อน และปราศจากการเข้าทำลายของโรคและแมลง ห้ามนำท่อนพันธุ์จากแปลงที่มีการระบาดมาปลูกเด็ดขาด

กรมส่งเสริมการเกษตรระบุว่า ท่อนพันธุ์ยาว 20 เซนติเมตรที่ตัดจากส่วนกลางและส่วนโคนของต้นอายุ 12 เดือน มีเปอร์เซ็นต์การอยู่รอด 73–92 เปอร์เซ็นต์ จึงควรเลี่ยงท่อนปลายยอดที่อ่อนเกินไป และการแช่ท่อนพันธุ์ในน้ำหรือสารกระตุ้นการงอกราว 2 ชั่วโมงก่อนปลูกช่วยให้งอกเร็วและสม่ำเสมอขึ้น

เรื่องพันธุ์

กรมวิชาการเกษตรและกรมส่งเสริมการเกษตรนำพันธุ์ที่ต้านทานโรคใบด่างระดับสูงมาขยายให้เกษตรกร 3 พันธุ์ คือ TME B419 หรือ "อิทธิ 1" IITA-TMS-IBA980581 หรือ "อิทธิ 2" และ IITA-TMS-IBA920057 หรือ "อิทธิ 3" ส่วนพันธุ์เดิมที่แนะให้ใช้เป็นพันธุ์สะอาดทนทาน ได้แก่ ระยอง 72 เกษตรศาสตร์ 50 และห้วยบง 60 ขณะที่ระยอง 11 และ CMR 43-08-89 ถูกระบุว่าอ่อนแอ ควรเลี่ยงในพื้นที่ระบาด ท่อนพันธุ์ต้านทานกระจายผ่านโครงการของทางราชการ จึงควรติดต่อสำนักงานเกษตรอำเภอ

แปลงมันสำปะหลังปลูกใหม่ต้นยังเล็ก รอบที่ควรเดินสำรวจโรคใบด่างมันสำปะหลังทุก 2 สัปดาห์
ช่วงต้นยังเล็กคือช่วงทองของการจัดการ เพราะยังมองยอดอ่อนได้ทั่วก่อนทรงพุ่มปิดแถว

ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยในการจัดการโรคใบด่าง

ข้อผิดพลาดที่ทำให้เสียหายมากที่สุดคือเสียดายของแล้วเก็บต้นเป็นโรคไว้ตัดท่อนพันธุ์ รองลงมาคือพ่นสารป้องกันเชื้อราเพื่อรักษาใบด่าง ซึ่งไม่ได้ผลกับไวรัส และการพ่นกดลงจากด้านบนอย่างเดียวจนละอองไม่ถึงใต้ใบที่แมลงหวี่ขาวเกาะอยู่

  • ซื้อหรือแลกท่อนพันธุ์จากแปลงที่ไม่รู้ประวัติโรค ถูกกว่าแต่พาเชื้อมาทั้งแปลง
  • ถอนต้นเป็นโรคแล้วกองทิ้งริมแปลง ควรฝังกลบ
  • คิดว่าให้ปุ๋ยหนักขึ้นแล้วต้นที่เป็นโรคจะฟื้น การบำรุงช่วยต้นที่ยังดีให้แข็งแรงได้ แต่ไม่ทำให้ต้นที่ติดไวรัสหาย แนวทางธาตุอาหารช่วงลงหัวอ่านได้ที่ ปุ๋ยทางใบมันสำปะหลังระยะลงหัว

เคสจริงจากแปลง

เคสแรกเป็นผู้ปลูกมันสำปะหลังที่แปลงอายุ 4 เดือน ใช้เป้สะพายหลังถัง 20 ลิตรพ่น และถามเข้ามาว่าถังหนึ่งพ่นได้กี่ไร่ สำหรับกรณีแบบนี้ หลักวิชาการที่ควรยึดคือ ข้อดีของเป้สะพายหลังคืออัตราสารตามคำแนะนำทางราชการระบุเป็น "ต่อน้ำ 20 ลิตร" อยู่แล้ว จึงผสมได้ตรงอัตราโดยไม่ต้องคำนวณใหม่ แต่พ่นได้พื้นที่น้อยต่อถัง ถ้าเป้าหมายคือคุมแมลงหวี่ขาว ควรใช้แรงที่มีจำกัดพ่นให้ถึงใต้ใบในโซนที่พบปัญหาจริง มากกว่าพ่นผ่านทั่วแปลงบาง ๆ

เคสที่สองเป็นผู้ปลูกหลายพืชทั้งข้าวโพด ข้าว มันสำปะหลัง และอ้อย พื้นที่ประมาณ 30–40 ไร่ พ่นด้วยโดรนที่ใช้น้ำ 150 ลิตร และต้องการนำไปผสมกับยาหนอนหรือยาคุมไข่หนอน สำหรับกรณีแบบนี้ หลักวิชาการที่ควรยึดคือ การพ่นด้วยโดรนใช้น้ำต่อไร่ต่ำและละอองลงจากด้านบน จึงเหมาะกับศัตรูพืชบนใบหรือยอด แต่ได้ผลน้อยกับแมลงที่เกาะใต้ใบอย่างแมลงหวี่ขาว ถ้าเป้าหมายคือคุมพาหะของโรคใบด่าง ควรแยกแผนพ่นให้เข้าถึงใต้ใบในแปลงมันสำปะหลังออกจากงานพ่นโดรนของพืชอื่น

คำถามที่พบบ่อย

โรคใบด่างมันสำปะหลังรักษาหายไหม

ไม่หาย เพราะเป็นโรคจากเชื้อไวรัสที่อยู่ในเนื้อเยื่อทั้งต้น ไม่มีสารเคมีใดกำจัดไวรัสในต้นได้ สิ่งที่ทำได้คือถอนต้นที่เป็นโรคไปฝังกลบ ไม่นำท่อนพันธุ์จากต้นนั้นไปปลูกต่อ และคุมแมลงหวี่ขาวซึ่งเป็นตัวพาเชื้อ ไม่ให้โรคกระจายไปต้นดีและแปลงข้างเคียง

โรคใบด่างมันสำปะหลังทำให้ผลผลิตลดลงกี่เปอร์เซ็นต์

กรมวิชาการเกษตรระบุว่าถ้าปลูกด้วยท่อนพันธุ์ที่เป็นโรค ผลผลิตเสียหายได้ 80–100 เปอร์เซ็นต์ ความเสียหายมาจากพื้นที่ใบที่ลดลงเพราะใบเรียวเล็กและหงิกงอ ต้นสังเคราะห์แสงได้น้อยจึงลงหัวไม่ได้ ยิ่งติดเชื้อตั้งแต่อายุน้อยยิ่งเสียหายมาก

ใบด่างมันสำปะหลังเกิดจากขาดธาตุได้ไหม

ได้ อาการขาดธาตุสังกะสีทำให้เห็นจุดหรือแถบเหลืองซีดถึงขาวระหว่างเส้นใบบนใบอ่อน โดยเส้นใบยังเขียว ใบย่นและหยักแคบลง ต่างจากโรคใบด่างที่ด่างไม่อิงเส้นใบ ใบเรียวเล็กหงิกเสียรูป และต้นแคระแกร็น ถ้าเป็นเรื่องธาตุอาหาร อาการจะดีขึ้นหลังแก้ธาตุและปรับสภาพดิน

พันธุ์มันสำปะหลังต้านทานโรคใบด่างมีพันธุ์อะไร

พันธุ์ที่ทางราชการระบุว่าต้านทานระดับสูงมี 3 พันธุ์ คือ อิทธิ 1 (TME B419) อิทธิ 2 (IITA-TMS-IBA980581) และอิทธิ 3 (IITA-TMS-IBA920057) กระจายผ่านโครงการของกรมวิชาการเกษตรและกรมส่งเสริมการเกษตร ส่วนระยอง 11 และ CMR 43-08-89 ถูกระบุว่าอ่อนแอต่อโรคนี้

แหล่งอ้างอิง

สรุป

การจัดการโรคใบด่างมันสำปะหลังไม่ได้ชนะกันที่ชนิดสารที่พ่น แต่ชนะกันที่ต้นทางคือท่อนพันธุ์ เลือกท่อนพันธุ์จากแปลงที่รู้ประวัติโรค จากต้นแม่อายุ 8–14 เดือน ขนาดและจำนวนตาได้ตามเกณฑ์ เดินสำรวจทุก 2 สัปดาห์เพื่อถอนต้นที่แสดงอาการไปฝังกลบ คุมแมลงหวี่ขาวยาสูบให้ถึงใต้ใบและสลับกลุ่มสาร กำจัดพืชอาศัยรอบแปลง และถ้าอยู่ในพื้นที่ระบาด ให้ติดต่อเกษตรอำเภอเรื่องพันธุ์ต้านทานไว้สำหรับรอบปลูกถัดไป

หากต้องการคำแนะนำให้เหมาะกับแปลงของคุณ ทักทีมงานได้ที่นี่

พงษ์ปกรณ์ เศรษฐ์คุณาธิป — ผู้ดูแลแบรนด์เอฟอชและทีมให้คำปรึกษาเกษตรกร เขียนจากคำถามและปัญหาที่เจอในแปลงลูกค้าจริง
เกี่ยวกับผู้เขียน →
← กลับไปหน้าบทความ