ไรแดงมันสำปะหลัง: อาการใบซีดจุดประขาว วิธีส่องใต้ใบ และการจัดการ

โดย · เผยแพร่ 1 พฤศจิกายน 2569
ไรแดงมันสำปะหลัง: อาการใบซีดจุดประขาว วิธีส่องใต้ใบ และการจัดการ

ไรแดงมันสำปะหลัง คือตัวไรขนาดเล็กมากที่ดูดน้ำเลี้ยงจากใบ ทำให้ใบเหลืองซีดเป็นจุดประขาว ใบลู่ และเหี่ยวแห้ง กระทบทั้งการเจริญเติบโตและการสร้างหัว การระบาดรุนแรงขึ้นในช่วงอากาศแห้งและฝนทิ้งช่วงนาน ถ้าแปลงอายุ 1–3 เดือน ใบอาจร่วง ยอดแห้ง และต้นตายได้ สิ่งที่ต้องทำคือพลิกส่องใต้ใบและหน้าใบให้เจอตัวไรก่อน แล้วจึงตัดสินใจว่าจะเก็บใบทำลายเฉพาะจุดหรือพ่นสารฆ่าไรให้ถูกตำแหน่ง

ไรแดงมันสำปะหลังคืออะไร และทำไมมาช่วงปลายฝนเข้าแล้ง

ไรแดงเป็นสัตว์ตัวเล็กในวงศ์ Tetranychidae ไม่ใช่แมลง ตัวเต็มวัยดูดกินน้ำเลี้ยงจากใบจนใบเหลืองซีดเป็นจุดประขาว ซึ่งมีผลต่อการเจริญเติบโตและการสร้างหัวโดยตรง ข่าวแจ้งเตือนภัยการเกษตรระบุว่าการระบาดมักเพิ่มขึ้นเมื่ออากาศแห้งแล้งหรือฝนทิ้งช่วงนาน

อากาศแห้งทำให้ไรขยายพันธุ์เร็วขึ้น และฝนที่เคยช่วยชะตัวไรลงจากใบก็หายไป แปลงที่ผ่านฝนชุกแล้วเจอฝนขาดช่วงยาวจึงเริ่มระบาดได้ง่าย อีกปัจจัยที่เอกสารวิชาการระบุชัดคือ การใช้สารเคมีอย่างกว้างขวางทำให้ศัตรูธรรมชาติในแปลงลดลง แล้วประชากรไรแดงเพิ่มขึ้นตามมา จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมแปลงที่พ่นสารถี่กลับเจอไรหนักกว่าแปลงข้างเคียง

อาการไรแดงมันสำปะหลังเป็นอย่างไร

อาการเริ่มจากใบมีจุดประขาวเล็ก ๆ กระจายบนเนื้อใบ ต่อมาใบเหลืองซีดทั้งใบ ใบลู่ลง และเหี่ยวแห้ง ถ้าระบาดมากจะเห็นใบไหม้และขาดเป็นรู โดยเฉพาะบริเวณใกล้เส้นกลางใบ ในมันสำปะหลังอายุ 1–3 เดือน อาจทำให้ใบร่วง ยอดแห้ง และต้นเล็กตายได้

จุดที่ต้องสังเกตให้แม่นคือลำดับการลุกลาม ไรแดงหม่อนเริ่มจากใบล่างแล้วไล่ขึ้นยอด ส่วนไรแดงมันสำปะหลังเริ่มจากหน้าใบด้านยอดแล้วลามลงล่าง จึงต้องส่องให้ชัดทั้งสองด้านของใบ

ใบมันสำปะหลังระยะใกล้ จุดที่ต้องพลิกส่องหาไรแดงมันสำปะหลัง
ตัวไรมีขนาดเล็กมาก ต้องส่องทั้งใต้ใบและหน้าใบบริเวณเส้นใบ จึงจะเห็นตัวและคราบไข่ชัดก่อนตัดสินใจ

ไรแดงในแปลงมันมี 2 ชนิด ต่างกันอย่างไร

ไรแดงที่เข้าทำลายมันสำปะหลังในไทยมี 2 ชนิดหลัก คือ ไรแดงหม่อน (Tetranychus truncatus Ehara) ที่ดูดกินใต้ใบและสร้างเส้นใยคล้ายหยากไย่เมื่อระบาดรุนแรง และไรแดงมันสำปะหลัง (Oligonychus biharensis Hirst) ที่ดูดกินบริเวณหน้าใบและไม่สร้างเส้นใย การแยกชนิดช่วยบอกว่าต้องพ่นเน้นด้านไหนของใบ

จุดเปรียบเทียบ ไรแดงหม่อน ไรแดงมันสำปะหลัง
ตำแหน่งที่ดูดกิน ใต้ใบ เริ่มที่บริเวณเส้นใบก่อนแล้วกระจายไปตามเนื้อใบ หน้าใบ (ด้านบนของใบ)
ทิศทางการลุกลาม จากใบล่างไล่ขึ้นไปยอด จากยอดแล้วลามลงส่วนล่างของต้น
เส้นใย สร้างเส้นใยปกคลุมใบและลำต้นเมื่อระบาดมาก ไม่สร้างเส้นใย

มันสำปะหลังใบเหลืองซีด แยกไรแดงจากสาเหตุอื่นอย่างไร

ใบมันสำปะหลังเหลืองซีดเกิดได้จากหลายสาเหตุ วิธีแยกที่เร็วที่สุดคือใช้แว่นขยายส่องใต้ใบและหน้าใบ ถ้าเห็นตัวเล็กสีแดงหรือน้ำตาลแดงเคลื่อนไหว พร้อมจุดประขาวบนเนื้อใบ ให้สงสัยไรแดงก่อน ถ้าไม่เห็นตัวไรเลยแต่ใบเหลืองทั้งใบเป็นแบบแผน ควรมองไปที่ธาตุอาหารหรือโรคแทน

สาเหตุ สิ่งที่เห็นบนใบ ตัวช่วยยืนยัน
ไรแดง จุดประขาวกระจาย ใบซีดลู่ จนถึงใบไหม้ขาดเป็นรูใกล้เส้นกลางใบ ส่องเห็นตัวไร อาจมีเส้นใยในกรณีไรแดงหม่อน
เพลี้ยแป้ง ยอดหงิก ข้อปล้องสั้น มีผงขาวคล้ายแป้งตามยอดและซอกใบ เห็นผงขาวและมดมาคาบ อ่านต่อเรื่องเพลี้ยแป้งมันสำปะหลัง
โรคใบด่าง ใบด่างเหลืองสลับเขียวเป็นลาย ใบเสียรูป ย่น เล็กลง อาการตามใบใหม่ทั้งต้น ไม่หายเมื่อฝนมา ดูวิธีแยกในโรคใบด่างมันสำปะหลัง
ขาดธาตุอาหาร เหลืองทั้งใบหรือเหลืองระหว่างเส้นใบ ไล่ตามอายุใบ อาการสม่ำเสมอทั้งแปลงหรือตามโซนดิน ไม่พบตัวศัตรูพืช

ที่สับสนบ่อยที่สุดคือไรแดงกับการขาดธาตุในหน้าแล้ง เพราะต้นขาดน้ำก็ซีดได้เอง ทางที่ปลอดภัยคือส่องใบก่อนซื้อสาร

สำรวจแปลงหาไรแดงมันสำปะหลังอย่างไรให้เจอก่อนลุกลาม

หน่วยงานเตือนภัยแนะนำให้หมั่นตรวจแปลงเป็นประจำ โดยเฉพาะช่วงอากาศแห้งแล้ง หลังฤดูแล้ง หรือฝนทิ้งช่วงนาน หลักปฏิบัติที่ใช้ได้จริงคือเดินสำรวจแบบสุ่มหลายจุดทั่วแปลง ไม่ใช่ดูแค่ริมแปลง เพราะไรมักเริ่มเป็นหย่อมก่อนขยายวง

  • เดินทแยงแปลง สุ่มหยุดดูอย่างน้อย 4–5 จุด จุดละ 5–10 ต้น ให้ครอบคลุมทั้งริมและกลางแปลง
  • ที่แต่ละต้น พลิกดูใบล่าง ใบกลางลำต้น และใบด้านยอด ทั้งหน้าใบและใต้ใบ เน้นบริเวณโคนใบใกล้เส้นกลางใบที่ไรวางไข่มากที่สุด
  • พาแว่นขยาย 10 เท่าไปด้วย เพราะตัวไรเล็กเกินกว่าจะยืนยันด้วยตาเปล่า
  • ปักหมุดจุดที่เจอไว้ เพื่อกลับมาดูซ้ำว่าวงขยายหรือหยุด และดูริมแปลงเป็นพิเศษ

ความถี่ที่เหมาะกับหน้าแล้งคือสำรวจทุก 7–10 วัน ซึ่งถี่พอจะจับการระบาดได้ตั้งแต่ยังเป็นหย่อมเล็ก และควรขยับมาดูบ่อยขึ้นเมื่อฝนขาดยาวติดกัน

เดินสำรวจแปลงมันสำปะหลังช่วงฝนทิ้งช่วง เพื่อหาหย่อมไรแดงมันสำปะหลัง
ช่วงฝนทิ้งช่วงต้องเดินสำรวจให้ทั่วทั้งแปลง ไม่ใช่ดูแค่ริมแปลงที่รถเข้าถึง เพราะไรแดงมักเริ่มเป็นหย่อมก่อนขยายวง

มันสำปะหลังอายุเท่าไรเสียหายหนักที่สุด

ช่วงที่เสียหายหนักที่สุดคืออายุ 1–3 เดือน เพราะต้นยังเล็ก พื้นที่ใบน้อย เมื่อไรดูดน้ำเลี้ยงจนใบร่วงและยอดแห้ง ต้นอาจตายทั้งต้นได้ ส่วนแปลงที่โตกว่านี้มักไม่ตาย แต่ใบที่เสียหายทำให้สร้างอาหารได้น้อยลง จึงกระทบการลงหัวและน้ำหนักปลายฤดู

แปลงที่เพิ่งปลูกปลายฝนต้องเฝ้าระวังสูงสุด เพราะอายุต้นตรงกับช่วงอากาศแห้งพอดี เอกสารคำแนะนำยังระบุให้หลีกเลี่ยงการปลูกในช่วงที่คาดว่าฝนจะทิ้งช่วงยาว

จัดการไรแดงมันสำปะหลังแบบผสมผสาน ทำอะไรก่อนหลัง

ลำดับที่หน่วยงานราชการแนะนำคือเริ่มจากวิธีไม่ใช้สารก่อน ถ้าการระบาดยังไม่รุนแรงให้เก็บใบที่พบไรไปเผาทำลาย พร้อมอนุรักษ์ศัตรูธรรมชาติ และเมื่อจำเป็นจึงใช้สารฆ่าไรเฉพาะจุดที่พบการทำลาย ไม่ใช่พ่นคลุมทั้งแปลงตั้งแต่ครั้งแรก

1. เก็บใบที่พบไรไปทำลาย

ถ้ายังเป็นหย่อมเล็ก การเก็บใบที่พบไรไปเผาทำลายคุ้มที่สุด เพราะตัดประชากรและไข่ออกจากแปลงโดยไม่กระทบตัวห้ำ และควรแจ้งเกษตรอำเภอหรือแปลงข้างเคียงเพื่อไม่ให้ลามเป็นวงกว้าง

2. รักษาศัตรูธรรมชาติให้อยู่ในแปลง

เอกสารของหน่วยงานส่งเสริมระบุศัตรูธรรมชาติของไรแดงไว้ชัด ได้แก่ ไรตัวห้ำ Amblyseius longispinosus (Evans) ด้วงเต่าสกุล Stethorus และด้วงปีกสั้น ตัวห้ำกลุ่มนี้เป็นเหตุผลที่ไม่ควรพ่นสารกว้างทั้งแปลงเมื่อยังไม่จำเป็น

3. ใช้สารฆ่าไรเมื่อระบาดรุนแรง

กลุ่มกีฏวิทยา สำนักวิจัยพัฒนาการอารักขาพืช กรมวิชาการเกษตร แนะนำสารฆ่าไรที่มีประสิทธิภาพ เช่น ไพริดาเบน 20% WP อัตรา 10 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร เอกสารคำแนะนำยังระบุสารอื่นที่ใช้ได้ เช่น สไปโรมีซีเฟน และทีบูเฟนไพแรด ส่วนอามีทราซ 20% EC อัตรา 40 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร มีคำกำกับให้พ่นเฉพาะบริเวณที่พบการทำลายและพ่นไม่เกิน 2 ครั้ง

สารฆ่าไรมีการเปลี่ยนแปลงสถานะทะเบียนเป็นระยะ ก่อนซื้อควรอ่านฉลากและยึดอัตราบนฉลากเป็นหลักเสมอ

4. พ่นให้ถูกตำแหน่งและถูกจังหวะ

คำแนะนำที่เผยแพร่ระบุให้พ่นเมื่อพบไรทำลายยอดและใบล่างเริ่มเหี่ยว โดยพ่นให้ทั่วทั้งต้น ทั้งบนใบและใต้ใบ จำนวน 1–2 ครั้ง ห่างกัน 10 วัน และไม่ควรพ่นสารชนิดเดียวกันติดต่อกันเกิน 3 ครั้ง ควรสลับชนิดสารเพื่อลดความเสี่ยงการต้านทาน

ปริมาณน้ำต่อไร่สำคัญไม่น้อยกว่าชนิดสาร เพราะไรหลบใต้ใบที่ละอองเข้าถึงยาก ถ้ายังไม่เคยคิดอัตราน้ำต่อไร่ของเครื่องพ่นที่ใช้ ควรอ่านวิธีคิดในบทความเรื่องพ่นยาใช้น้ำกี่ลิตรต่อไร่ ก่อนพ่นรอบถัดไป

ข้อผิดพลาดที่ทำให้พ่นแล้วไรแดงไม่ลด

สาเหตุที่พบบ่อยที่สุดคือละอองไม่ถึงตัวไร เพราะไรแดงหม่อนอยู่ใต้ใบแต่พ่นผ่านยอดจากด้านบนเท่านั้น รองลงมาคือใช้สารชนิดเดิมซ้ำจนเกิดการต้านทาน พ่นช้าเกินไปจนใบไหม้ทั้งแปลง และพ่นคลุมทั้งแปลงจนศัตรูธรรมชาติหมดไป

  • พ่นจากด้านบนลงล่างทิศเดียว ใต้ใบที่ไรเกาะอยู่จึงไม่ได้รับสาร
  • ใช้น้ำน้อยเกินไปต่อไร่ ละอองจึงคลุมได้แค่ยอดบนสุดของทรงพุ่ม
  • พ่นสารกลุ่มเดิมติดต่อกันหลายรอบ ทั้งที่คำแนะนำบอกให้สลับชนิดและไม่เกิน 3 ครั้งต่อเนื่อง
  • เข้าใจผิดว่ายาฆ่าแมลงทั่วไปจัดการไรได้ ทั้งที่ไรไม่ใช่แมลงและต้องใช้สารฆ่าไรโดยเฉพาะ
  • พ่นกว้างทั้งแปลงตั้งแต่เจอหย่อมแรก ตัวห้ำที่ช่วยคุมไรตายไปด้วย แล้วไม่กลับไปตรวจซ้ำหลังพ่น 7–10 วัน

เคสจริงจากแปลง

จากข้อมูลที่ทีมเราเก็บจากแชท มี 2 เคสที่สะท้อนปัญหาการพ่นในแปลงมันสำปะหลังได้ชัด เล่าแบบไม่ระบุตัวบุคคล และเท่าที่เจ้าของแปลงแจ้งมาจริง

เคสที่ 1 มันสำปะหลังอายุ 4 เดือน พ่นด้วยเป้สะพายหลัง 20 ลิตร

เกษตรกรรายนี้ปลูกมันสำปะหลังอายุ 4 เดือน ใช้เป้สะพายหลังขนาด 20 ลิตร และทักมาถามว่าน้ำยาที่ผสมหนึ่งถังจะพ่นได้กี่ไร่ ข้อมูลที่แจ้งมามีเท่านี้ ไม่ได้ระบุจังหวัดหรือจำนวนไร่

สำหรับกรณีแบบนี้ หลักวิชาการที่ควรยึดคือ ที่อายุ 4 เดือนทรงพุ่มเริ่มปิดแถว ใบล่างและใบกลางลำต้นถูกบังจนละอองเข้าถึงยาก ซึ่งตรงกับตำแหน่งที่ไรแดงหม่อนชอบเกาะ คำถามว่าหนึ่งถังพ่นได้กี่ไร่ จึงต้องกลับด้านเป็นว่าแปลงนี้ต้องใช้น้ำกี่ลิตรต่อไร่จึงเปียกถึงใต้ใบ แล้วคิดปริมาณสารต่อถังจากอัตราบนฉลาก การยืดหนึ่งถังให้ครอบคลุมหลายไร่เกินจริงคือสาเหตุที่พ่นแล้วไรไม่ลด

เคสที่ 2 พ่นด้วยโดรน น้ำ 150 ลิตรต่อ 30–40 ไร่

อีกรายปลูกข้าวโพด ข้าว มันสำปะหลัง และอ้อย ทักมาถามเรื่องการพ่นด้วยโดรน โดยแจ้งว่าใช้น้ำ 150 ลิตรกับพื้นที่ประมาณ 30–40 ไร่ และต้องการผสมสารกำจัดหนอนไปด้วยในรอบเดียว

สำหรับกรณีแบบนี้ หลักวิชาการที่ควรยึดคือ น้ำ 150 ลิตรต่อ 30–40 ไร่ เท่ากับราว 4–5 ลิตรต่อไร่ ซึ่งน้อยมาก ละอองจะเกาะที่ผิวใบด้านบนของทรงพุ่มเป็นหลัก จึงไม่เหมาะกับศัตรูพืชที่หลบใต้ใบอย่างไรแดงหม่อน ถ้าแปลงมีไรเป็นหย่อม การเดินพ่นเฉพาะจุดด้วยเครื่องพ่นแรงดันที่เล็งเข้าใต้ใบได้ จะตรงเป้ากว่าการพ่นคลุมทั้งแปลงด้วยน้ำน้อย

คำถามที่พบบ่อย

ไรแดงมันสำปะหลังระบาดช่วงไหนของปี

ระบาดหนักช่วงอากาศแห้ง ฝนทิ้งช่วงนาน และฤดูแล้ง ข่าวเตือนภัยการเกษตรย้ำให้หมั่นตรวจแปลงในช่วงอากาศแห้งแล้งหรือหลังฝนขาดช่วงยาว ปลายฝนเข้าแล้งจึงเป็นจังหวะเริ่มเฝ้าระวัง โดยเฉพาะแปลงปลูกใหม่ที่ต้นยังเล็กและอ่อนไหวที่สุด

ใบมันสำปะหลังเหลืองซีด เป็นไรแดงหรือขาดธาตุ

ต้องส่องใบก่อนตอบ ถ้าเห็นตัวเล็กสีแดงหรือน้ำตาลแดงพร้อมจุดประขาวบนเนื้อใบ ให้สงสัยไรแดง ถ้าไม่พบตัวไรแต่ใบเหลืองสม่ำเสมอทั้งแปลงหรือไล่ตามอายุใบ มักเป็นเรื่องธาตุอาหารหรือการขาดน้ำมากกว่า การใช้แว่นขยายส่องใต้ใบเป็นวิธีแยกที่เร็วที่สุด

ไรแดงมันสำปะหลังใช้สารอะไร อัตราเท่าไร

กรมวิชาการเกษตรแนะนำสารฆ่าไร เช่น ไพริดาเบน 20% WP อัตรา 10 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร และอามีทราซ 20% EC อัตรา 40 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร โดยอามีทราซให้พ่นเฉพาะจุดที่พบการทำลายและไม่เกิน 2 ครั้ง เอกสารคำแนะนำยังระบุสไปโรมีซีเฟนและทีบูเฟนไพแรดด้วย ให้ยืนยันอัตราและทะเบียนจากฉลากก่อนใช้ทุกครั้ง

ต้องพ่นทั้งแปลงหรือพ่นเฉพาะจุดที่พบไร

ถ้าพบเป็นหย่อม ให้จัดการเฉพาะจุดก่อน เพราะคำแนะนำของหน่วยงานระบุให้พ่นเฉพาะบริเวณที่มีไรทำลาย การพ่นคลุมทั้งแปลงตั้งแต่เริ่มทำให้ศัตรูธรรมชาติ เช่น ไรตัวห้ำและด้วงเต่า ตายไปด้วย แล้วประชากรไรมักฟื้นตัวเร็วกว่าเดิมในรอบถัดไป

แหล่งอ้างอิง

สรุป

ไรแดงมันสำปะหลัง เป็นปัญหาของหน้าแล้งและช่วงฝนทิ้งช่วง อาการไล่จากจุดประขาวบนใบ ใบเหลืองซีดลู่ จนถึงใบไหม้ขาดเป็นรู และรุนแรงที่สุดในแปลงอายุ 1–3 เดือน ทางออกไม่ใช่รีบพ่นทั้งแปลง แต่คือสำรวจทุก 7–10 วัน ส่องใต้ใบและหน้าใบให้แยกชนิดไรให้ออก เก็บใบทำลายเมื่อยังเป็นหย่อม รักษาตัวห้ำไว้ และถ้าต้องใช้สารฆ่าไรก็พ่นเฉพาะจุดให้ละอองถึงใต้ใบ สลับชนิดสาร แล้วกลับไปตรวจซ้ำ

หากต้องการคำแนะนำให้เหมาะกับแปลงของคุณ ทักทีมงานได้ที่นี่

พงษ์ปกรณ์ เศรษฐ์คุณาธิป — ผู้ดูแลแบรนด์เอฟอชและทีมให้คำปรึกษาเกษตรกร เขียนจากคำถามและปัญหาที่เจอในแปลงลูกค้าจริง
เกี่ยวกับผู้เขียน →
← กลับไปหน้าบทความ