เพลี้ยแป้งมันสำปะหลัง: อาการ แช่ท่อนพันธุ์ และการจัดการหน้าแล้ง

โดย · เผยแพร่ 11 ตุลาคม 2569
เพลี้ยแป้งมันสำปะหลัง: อาการ แช่ท่อนพันธุ์ และการจัดการหน้าแล้ง

ช่วงปลายฝนต่อฤดูแล้งเป็นจังหวะที่ต้องระวัง เพลี้ยแป้งมันสำปะหลัง มากที่สุด เพราะกรมส่งเสริมการเกษตรระบุว่าแมลงชนิดนี้ระบาดรุนแรงในฤดูแล้งมากกว่าในฤดูฝน และถ้าระบาดหนักความเสียหายอาจเกือบ 100% คำตอบสั้นที่สุดคือเพลี้ยแป้งแพ้ที่ท่อนพันธุ์ ไม่ใช่ที่หัวฉีด เริ่มจากท่อนพันธุ์สะอาดและแช่ท่อนพันธุ์ก่อนปลูก 5-10 นาที แล้วเมื่อพบในแปลงให้ตัดยอดหรือถอนต้นที่พบไปทำลายนอกแปลงพร้อมพ่นเฉพาะจุด

เพลี้ยแป้งมันสำปะหลังคืออะไร และทำไมระบาดหนักช่วงแล้ง

เพลี้ยแป้งมันสำปะหลังเป็นแมลงปากดูดตัวเล็กที่มีผงแป้งสีขาวปกคลุมลำตัว ดูดน้ำเลี้ยงที่ใบ ยอด และตา ได้ทุกระยะการเจริญเติบโต กรมส่งเสริมการเกษตรระบุว่าชนิดที่พบในมันสำปะหลังมี 4 ชนิด และระบาดรุนแรงในฤดูแล้งมากกว่าในฤดูฝน จึงเป็นปัญหาประจำของแปลงที่ปลูกปลายฝนหรือปลูกในฤดูแล้ง

เหตุผลที่หน้าแล้งหนักกว่าตรงไปตรงมา ฝนที่ตกต่อเนื่องจะชะตัวเพลี้ยและผงแป้งออกจากยอด เมื่อฝนทิ้งช่วง แรงชะล้างนั้นหายไป ประชากรจึงเพิ่มเร็วบนยอดที่แห้งและอุ่น ซ้ำร้ายต้นช่วงแล้งโตช้าและออกยอดใหม่น้อย ความเสียหายจึงกระทบผลผลิตมากกว่าช่วงฝน

ชนิดที่พบตามข้อมูลกรมส่งเสริมการเกษตร ได้แก่ เพลี้ยแป้งลาย เพลี้ยแป้งแจ๊คเบียดเลย์ เพลี้ยแป้งมันสำปะหลังสีเขียว และเพลี้ยแป้งมันสำปะหลังสีชมพู ไม่ต้องแยกชนิดให้ออกทุกครั้งเพราะแนวทางจัดการเหมือนกัน แต่ชนิดสีชมพูมีแตนเบียนเฉพาะสำหรับควบคุมโดยตรง

อาการเพลี้ยแป้งมันสำปะหลังเป็นอย่างไร ดูจากจุดไหน

อาการเด่นคือยอดหงิกเป็นกระจุกแน่น ลำต้นบิดงอ ปล้องถี่สั้นกว่าปกติ มีผงแป้งสีขาวตามซอกใบกับยอด ตามด้วยคราบเหนียวของมูลหวานและราดำจับบนใบ กรมส่งเสริมการเกษตรระบุว่าเพลี้ยแป้งดูดน้ำเลี้ยงจากใบ ยอด และตา ทำให้ใบหงิกเป็นกระจุก ลดการสังเคราะห์แสง หัวเล็กลง และเปอร์เซ็นต์แป้งต่ำลง

เวลาเดินแปลง ให้เน้นสามจุดนี้ก่อน

  • ยอดและใบอ่อนสุด พลิกดูใต้ใบและซอกก้านใบ ซึ่งเป็นที่ร่มที่ละอองสารเข้าถึงยากที่สุด
  • ซอกตาตามลำต้น จุดที่เพลี้ยแป้งติดมากับท่อนพันธุ์แล้วเริ่มขยายพันธุ์เป็นกลุ่มแรก
  • ใบที่มีราดำ เห็นราดำแปลว่ามีมูลหวานสะสมมาหลายวัน ให้ย้อนขึ้นไปหาตัวที่ยอดเหนือจุดนั้น

อีกสัญญาณที่ใช้ได้ดีคือมด ถ้าเห็นมดเดินขึ้นลงต้นเป็นทางชัดเจน ให้สันนิษฐานว่ามีแมลงปากดูดอยู่บนต้นนั้นเกือบแน่

ยอดอ่อนมันสำปะหลังระยะใกล้ ตำแหน่งที่เพลี้ยแป้งมันสำปะหลังมักหลบอยู่
ยอดอ่อนและซอกก้านใบเป็นจุดแรกที่ต้องพลิกดู เพราะเพลี้ยแป้งมันสำปะหลังหลบในที่ร่มของยอดซึ่งละอองสารเข้าถึงยากที่สุด

ยอดหงิกพุ่มแจ้ เป็นเพลี้ยแป้งหรือโรคพุ่มแจ้ แยกอย่างไร

แยกด้วยการหาตัวแมลงที่ยอด ถ้ายอดหงิกเป็นกระจุกและพลิกดูเจอผงแป้งขาวกับตัวเพลี้ย มีมูลหวานเหนียวและราดำ คือเพลี้ยแป้ง แต่ถ้ายอดแตกเป็นพุ่มฝอยใบเล็กผิดรูปทั้งต้นโดยไม่มีตัวแมลงและไม่มีคราบเหนียว ให้สงสัยโรคพุ่มแจ้มันสำปะหลัง ซึ่งกรมส่งเสริมการเกษตรระบุว่าเกิดจากเชื้อไฟโตพลาสมาและมีเพลี้ยจักจั่นเป็นพาหะ

ความต่างนี้สำคัญเพราะโรคพุ่มแจ้พ่นสารกำจัดแมลงอย่างไรก็ไม่หายจากต้นที่เป็นแล้ว คำแนะนำของกรมส่งเสริมการเกษตรคือ เมื่ออายุ 4 เดือนหลังปลูก ให้ตัดต่ำกว่ายอดที่แสดงอาการลงมา 30 เซนติเมตร

สิ่งที่สังเกต เพลี้ยแป้งมันสำปะหลัง โรคพุ่มแจ้มันสำปะหลัง
ตัวแมลงที่ยอด เห็นผงแป้งขาวและตัวเพลี้ยเป็นกลุ่ม ไม่พบตัวแมลงที่ทำให้ยอดหงิก
คราบเหนียวและราดำ มี เพราะมีมูลหวาน ไม่มี
ลักษณะยอด หงิกเป็นกระจุกแน่น ปล้องถี่ ลำต้นบิดงอ แตกเป็นพุ่มฝอย ใบเล็กผิดรูป
ตอบสนองต่อสารกำจัดแมลง ลดประชากรได้ถ้าละอองถึงตัว ต้นที่เป็นแล้วไม่หาย

อาการยอดผิดปกติยังชนกับโรคใบด่างได้อีก ถ้าใบด่างเหลืองสลับเขียวแต่ไม่พบตัวแมลงที่ยอด ให้เทียบกับวิธีแยกโรคใบด่างมันสำปะหลังจากอาการขาดธาตุก่อนลงมือ

แช่ท่อนพันธุ์มันสำปะหลังด้วยอะไร อัตราเท่าไร

คำแนะนำของกรมส่งเสริมการเกษตรคือแช่ท่อนพันธุ์ก่อนปลูกนาน 5-10 นาที โดยเลือกสารเพียงชนิดเดียวผสมน้ำ 20 ลิตร คือไทอะมีโทแซม 25% WG อัตรา 4 กรัม หรืออิมิดาโคลพริด 70% WG อัตรา 4 กรัม หรือไดโนทีฟูแรน 10% WP อัตรา 40 กรัม ไม่ต้องผสมหลายชนิดรวมกันเพราะไม่ได้เพิ่มผล แต่เพิ่มต้นทุน

สาร อัตราต่อน้ำ 20 ลิตร วิธีใช้
ไทอะมีโทแซม 25% WG 4 กรัม แช่ท่อนพันธุ์ 5-10 นาทีก่อนปลูก
อิมิดาโคลพริด 70% WG 4 กรัม แช่ท่อนพันธุ์ 5-10 นาทีก่อนปลูก
ไดโนทีฟูแรน 10% WP 40 กรัม แช่ท่อนพันธุ์ 5-10 นาทีก่อนปลูก

อัตราข้างต้นเป็นอัตราต่อน้ำ 20 ลิตร ซึ่งพอดีกับถังเป้สะพายหลังหนึ่งถัง ตวงง่ายในแปลง ควรแช่ให้จมทั้งท่อน ไม่ใช่แค่จุ่มปลาย และผึ่งให้สะเด็ดน้ำก่อนปลูก

ขั้นนี้สำคัญเพราะทางเข้าหลักของเพลี้ยแป้งคือท่อนพันธุ์ ส่วนทางเข้ารองคือลมที่พัดตัวอ่อนไปแปลงข้างเคียงและมดที่พาเพลี้ยแป้งไปต้นใหม่ สิ่งที่ควรทำร่วมกันช่วงเตรียมแปลงมีอีกสามข้อ

  1. คัดท่อนพันธุ์ เลือกจากแปลงที่ไม่มีการระบาด ตัดทิ้งท่อนที่มีผงแป้งขาวในซอกตา
  2. ไถพรวนหลายครั้งก่อนปลูก กรมส่งเสริมการเกษตรระบุว่าช่วยลดเพลี้ยแป้งที่อยู่ในดิน และควรตากดินให้แห้งก่อนปลูก
  3. นัดวันสำรวจไว้ล่วงหน้า กรมส่งเสริมการเกษตรแนะนำให้สำรวจแปลงอย่างน้อยสัปดาห์ละ 1 ครั้ง
แปลงมันสำปะหลังต้นเล็กหลังปลูกใหม่ ระยะที่เพลี้ยแป้งมันสำปะหลังทำความเสียหายรุนแรงที่สุด
แปลงปลูกใหม่ที่ต้นยังเล็กเป็นช่วงเสี่ยงที่สุด เพราะถ้าเพลี้ยแป้งมันสำปะหลังเข้าทำลายตอนต้นเล็กอาจไม่ลงหัวและต้นตายได้

เจอเพลี้ยแป้งในแปลงแล้วต้องทำอะไรก่อน

ทำสองอย่างในวันเดียวกัน หนึ่ง ตัดยอดหรือถอนต้นที่พบเพลี้ยแป้งไปทำลายนอกแปลง อย่าทิ้งกองไว้เพราะเพลี้ยจะคลานกลับขึ้นต้นข้างเคียง สอง พ่นสารเฉพาะจุดที่พบและบริเวณรอบ ๆ ทันที ตามคำแนะนำของกรมส่งเสริมการเกษตร ไม่ต้องพ่นคลุมทั้งแปลงถ้ายังพบเป็นจุด

อัตราสำหรับพ่นตามคำแนะนำกรมส่งเสริมการเกษตร ให้เลือกชนิดเดียวผสมน้ำ 20 ลิตร

สาร อัตราต่อน้ำ 20 ลิตร หมายเหตุ
ไวท์ออยล์ 67% EC 50 มิลลิลิตร ทำงานโดยเคลือบตัวแมลง ต้องพ่นให้เปียกถึงตัวจริง
โคลไทอะนิดิน 16% SG 10 กรัม พ่นเฉพาะจุดที่พบและรอบ ๆ
ไดโนทีฟูแรน 10% WP 20 กรัม อัตราพ่นต่างจากอัตราแช่ท่อนพันธุ์ ระวังสับสน
โพรไทโอฟอส 50% EC 50 มิลลิลิตร พ่นเฉพาะจุดที่พบและรอบ ๆ

หัวใจของการพ่นเพลี้ยแป้งไม่ได้อยู่ที่ชนิดสาร แต่อยู่ที่ละอองถึงตัวหรือไม่ เพราะผงแป้งที่หุ้มตัวทำหน้าที่กันน้ำ ถ้าพ่นผ่าน ๆ ละอองจะกลิ้งหลุดไปโดยไม่ทันเปียกตัวแมลง จึงต้องเล็งเข้ายอดและใช้น้ำมากพอให้เปียกชุ่มในซอกใบ ส่วนเวลาและสภาพอากาศที่ควรเลี่ยง ดูได้ในตารางอุณหภูมิ ลม และความชื้นสำหรับเลือกเวลาพ่น

ศัตรูธรรมชาติช่วยได้จริงไหม และพ่นสารเมื่อไรถึงไม่เสียของ

ช่วยได้จริงและเป็นเสาหลักของการจัดการระยะยาว กรมส่งเสริมการเกษตรแนะนำให้อนุรักษ์ศัตรูธรรมชาติในแปลง ได้แก่ แมลงช้างปีกใส แตนเบียนเพลี้ยแป้งมันสำปะหลังสีชมพู ด้วงเต่าตัวห้ำ และผีเสื้อหางติ่งตัวห้ำ พร้อมกำหนดเงื่อนไขไว้ว่าไม่ควรพ่นสารกำจัดแมลงขณะมีศัตรูธรรมชาติอยู่บนต้น หรือในช่วงหลังปล่อยศัตรูธรรมชาติใหม่

จุดที่พลาดกันบ่อยคือพ่นสารคลุมทั้งแปลงทุกครั้งที่เห็นเพลี้ยหนึ่งกลุ่ม ผลคือแตนเบียนและด้วงเต่าหายไปก่อนเพลี้ยแป้ง รอบถัดไปจึงระบาดแรงกว่าเดิม ลำดับที่ลดความเสี่ยงนี้คือ

  1. พบจุดแรก ตัดยอดหรือถอนต้นที่พบไปทำลายนอกแปลงก่อน
  2. พ่นเฉพาะจุดที่พบและบริเวณรอบ ๆ ไม่คลุมทั้งแปลง
  3. สำรวจซ้ำสัปดาห์ถัดไป ดูว่าจุดนั้นลามหรือไม่
  4. ถ้าลามเป็นวงกว้าง ค่อยขยายพื้นที่พ่น และขอคำแนะนำเรื่องแตนเบียนจากเกษตรอำเภอ

ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยในการจัดการเพลี้ยแป้งมันสำปะหลัง

ข้อผิดพลาดที่ทำให้เสียทั้งเงินและผลผลิตเกือบทั้งหมดเป็นเรื่องลำดับการทำงาน ไม่ใช่เรื่องเลือกสารผิด

  • ข้ามขั้นแช่ท่อนพันธุ์เพราะดูแล้วสะอาด เพลี้ยแป้งซ่อนในซอกตา การแช่ 5-10 นาทีถูกกว่าการพ่นซ้ำหลายรอบ
  • ถอนต้นแล้วทิ้งกองไว้ในแปลง เท่ากับย้ายแหล่งขยายพันธุ์ไปกลางแปลง ต้องนำไปทำลายนอกแปลง
  • พ่นเร็วและใช้น้ำน้อย ละอองไม่ทันซึมผ่านผงแป้งที่หุ้มตัว เพลี้ยแป้งจึงรอด
  • สับสนอัตราแช่กับอัตราพ่น ไดโนทีฟูแรน 10% WP ใช้ 40 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตรสำหรับแช่ท่อนพันธุ์ แต่ใช้ 20 กรัมสำหรับพ่น

แปลงที่รอดช่วงต้นเล็กมาแล้ว งานถัดไปคือดูแลให้ต้นลงหัวได้เต็มที่ ตามรายละเอียดในธาตุอาหารที่ควรเน้นในระยะลงหัวของมันสำปะหลัง

เคสจริงจากแปลง

จากแชทที่ทักเข้ามาหาทีมเรา มีสองกรณีที่สะท้อนเรื่องวิธีพ่น ซึ่งเป็นจุดชี้ขาดว่าการจัดการเพลี้ยแป้งจะได้ผลหรือไม่

เคสที่ 1 แปลงรวมหลายพืช 30-40 ไร่ ที่อยากพ่นด้วยโดรน

เจ้าของแปลงรายหนึ่งปลูกข้าวโพด ข้าว มันสำปะหลัง และอ้อย รวมประมาณ 30-40 ไร่ ทักมาถามเรื่องการพ่นด้วยโดรนที่ใช้น้ำ 150 ลิตร และบอกว่าอยากผสมสารกำจัดหนอนไปด้วย แต่ตอนนั้นยังไม่มีสารกำจัดหนอนหรือสารคุมไข่หนอนในมือ

สำหรับกรณีแบบนี้ หลักวิชาการที่ควรยึดคือแยกเป้าหมายก่อนเลือกเครื่องมือ น้ำ 150 ลิตรกับพื้นที่ 30-40 ไร่ เท่ากับราว 4-5 ลิตรต่อไร่ ซึ่งเหมาะกับการคลุมทรงพุ่มด้านบน แต่ไม่เหมาะกับเพลี้ยแป้งที่หลบในซอกยอดและมีผงแป้งกันน้ำหุ้มตัว เพราะคำแนะนำของกรมส่งเสริมการเกษตรคือพ่นเฉพาะจุดที่พบและบริเวณรอบ ๆ ซึ่งต้องใช้น้ำมากพอให้เปียกถึงตัวแมลง ถ้าแปลงนี้พบเพลี้ยแป้ง ทางที่ถูกคือใช้เครื่องพ่นแรงดันเล็งเข้ายอดเฉพาะจุด

เคสที่ 2 แปลงมันสำปะหลังอายุ 4 เดือน ที่คิดเป็นกี่ไร่ต่อถัง

อีกรายแจ้งว่าแปลงมันสำปะหลังอยู่ที่อายุ 4 เดือน ใช้เป้สะพายหลังถัง 20 ลิตรในการพ่น และถามว่าใช้ได้กี่ไร่

สำหรับกรณีแบบนี้ หลักวิชาการที่ควรยึดคือเปลี่ยนหน่วยคิดจากกี่ไร่ต่อถัง เป็นกี่ต้นต่อถัง เพราะคำแนะนำคือพ่นเฉพาะจุดที่พบ ไม่ใช่คลุมทุกต้น ข้อดีของถังเป้ 20 ลิตรคือตรงกับหน่วยอัตราผสมของทางราชการพอดี จึงตวงได้แม่น และที่อายุ 4 เดือนซึ่งทรงพุ่มเริ่มปิดแถว การเดินสำรวจอย่างน้อยสัปดาห์ละ 1 ครั้งเพื่อหาจุดระบาดก่อนลาม สำคัญกว่าการเพิ่มจำนวนถังที่พ่น

คำถามที่พบบ่อย

เพลี้ยแป้งมันสำปะหลังทำให้ผลผลิตเสียหายมากแค่ไหน

เสียหายได้ตั้งแต่หัวเล็กและเปอร์เซ็นต์แป้งลด ไปจนถึงไม่ลงหัวและต้นตายในกรณีที่เข้าทำลายตอนต้นเล็กหรือระบาดเป็นวงกว้าง กรมส่งเสริมการเกษตรระบุว่าถ้าระบาดรุนแรง ความเสียหายอาจเกือบ 100% จึงต้องจัดการตั้งแต่ท่อนพันธุ์แทนการรอแก้ปลายทาง

แช่ท่อนพันธุ์มันสำปะหลังกี่นาที และใช้อัตราเท่าไร

แช่ 5-10 นาทีก่อนปลูก เลือกสารชนิดเดียวผสมน้ำ 20 ลิตร คือไทอะมีโทแซม 25% WG 4 กรัม หรืออิมิดาโคลพริด 70% WG 4 กรัม หรือไดโนทีฟูแรน 10% WP 40 กรัม ตามคำแนะนำกรมส่งเสริมการเกษตร ควรแช่ให้จมทั้งท่อนและผึ่งสะเด็ดน้ำก่อนปลูก

ควรสำรวจแปลงมันสำปะหลังบ่อยแค่ไหนในช่วงแล้ง

อย่างน้อยสัปดาห์ละ 1 ครั้งตามคำแนะนำกรมส่งเสริมการเกษตร เพราะเพลี้ยแป้งระบาดรุนแรงในฤดูแล้งมากกว่าฤดูฝน และประชากรเพิ่มเร็วเมื่อไม่มีฝนชะล้าง ให้เน้นพลิกดูยอด ซอกก้านใบ และซอกตาตามลำต้น

ยอดมันสำปะหลังหงิกแต่หาตัวเพลี้ยไม่เจอ เกิดจากอะไร

ถ้ายอดแตกเป็นพุ่มฝอยใบเล็กผิดรูปโดยไม่มีตัวแมลงและไม่มีคราบเหนียว ให้สงสัยโรคพุ่มแจ้มันสำปะหลัง ซึ่งเกิดจากเชื้อไฟโตพลาสมาและมีเพลี้ยจักจั่นเป็นพาหะ โรคนี้พ่นสารกำจัดแมลงแล้วต้นที่เป็นไม่หาย กรมส่งเสริมการเกษตรแนะนำให้ตัดต่ำกว่ายอดที่แสดงอาการลงมา 30 เซนติเมตรเมื่ออายุ 4 เดือนหลังปลูก

แหล่งอ้างอิง

สรุป

การจัดการเพลี้ยแป้งมันสำปะหลังให้ได้ผลจริงอยู่ที่ลำดับงาน ไม่ใช่การหาสารที่แรงที่สุด เริ่มจากคัดท่อนพันธุ์สะอาดและแช่ท่อนพันธุ์ 5-10 นาทีก่อนปลูก ไถพรวนหลายครั้งเพื่อลดเพลี้ยแป้งในดิน แล้วสำรวจอย่างน้อยสัปดาห์ละ 1 ครั้งโดยเน้นยอดและซอกตา เมื่อพบจุดแรกให้ตัดยอดหรือถอนต้นไปทำลายนอกแปลงพร้อมพ่นเฉพาะจุด และเก็บศัตรูธรรมชาติในแปลงไว้ให้ทำงานต่อ

หากต้องการคำแนะนำให้เหมาะกับแปลงของคุณ ทักทีมงานได้ที่นี่

พงษ์ปกรณ์ เศรษฐ์คุณาธิป — ผู้ดูแลแบรนด์เอฟอชและทีมให้คำปรึกษาเกษตรกร เขียนจากคำถามและปัญหาที่เจอในแปลงลูกค้าจริง
เกี่ยวกับผู้เขียน →
← กลับไปหน้าบทความ