ระยะปลอดภัยก่อนเก็บเกี่ยว: พ่นสารครั้งสุดท้ายห่างวันเกี่ยวกี่วัน

ระยะปลอดภัยก่อนเก็บเกี่ยว คือจำนวนวันที่ต้องเว้นระหว่างการพ่นสารครั้งสุดท้ายกับวันเก็บเกี่ยว และตัวเลขนี้ไม่มีค่ากลางที่ใช้ได้กับทุกสาร ต้องอ่านจากฉลากของสารตัวที่ใช้เท่านั้น วิธีที่ผิดพลาดน้อยที่สุดคือเคาะวันเกี่ยวให้ชัดก่อน แล้วถอยปฏิทินย้อนกลับมาว่าพ่นรอบสุดท้ายได้ถึงวันไหน ถ้าผสมหลายตัวในถังเดียวให้ยึดตัวที่ระยะปลอดภัยยาวที่สุดเสมอ บทความนี้พาดูว่าตัวเลขนี้อยู่ตรงไหนบนฉลาก วางปฏิทินย้อนหลังอย่างไร และข้อผิดพลาดช่วงใกล้เกี่ยวที่ทำให้เสี่ยงมีสารตกค้างเกินเกณฑ์
ระยะปลอดภัยก่อนเก็บเกี่ยวคืออะไร
ระยะปลอดภัยก่อนเก็บเกี่ยว หรือ Pre-Harvest Interval (PHI) หมายถึงระยะเวลาตั้งแต่ฉีดพ่นสารป้องกันกำจัดศัตรูพืชครั้งสุดท้ายจนถึงวันเก็บเกี่ยว ตามคำอธิบายในเอกสารวิจัยของกรมวิชาการเกษตร จุดประสงค์คือให้สารสลายตัวลงจนเหลือต่ำกว่าเกณฑ์ที่ยอมรับได้ก่อนผลผลิตออกจากแปลง ไม่ใช่ตัวเลขที่ตั้งขึ้นลอย ๆ
ตัวเลขได้มาจากการทดลองพ่นตามอัตราที่ขึ้นทะเบียนไว้ แล้ววัดปริมาณสารที่เหลือในผลผลิตเป็นช่วงเวลา จนรู้ว่าต้องรอกี่วันจึงลดลงถึงระดับที่ปลอดภัย ระยะปลอดภัยจึงผูกกับชนิดสาร ชนิดพืช และอัตราที่ใช้ เปลี่ยนอย่างใดอย่างหนึ่ง ตัวเลขก็เปลี่ยน
พ่นยาก่อนเก็บเกี่ยวกี่วันถึงจะไม่มีสารตกค้างเกิน
ไม่มีคำตอบเดียวที่ใช้ได้ทุกกรณี ตัวเลขที่ถูกต้องคือตัวเลขบนฉลากของสารที่พ่นจริงในแปลงนั้น มาตรฐานการปฏิบัติทางการเกษตรที่ดี (มกษ. 9001) กำหนดให้ใช้วัตถุอันตรายทางการเกษตรตามคำแนะนำของกรมวิชาการเกษตรหรือตามฉลากที่ขึ้นทะเบียนถูกต้อง การนับวันจากฉลากจึงเป็นทั้งเรื่องความปลอดภัยและเรื่องการผ่านการตรวจรับรอง
เหตุที่ตัวเลขต่างกันมากมาจากหลายปัจจัย สารที่สลายตัวเร็วด้วยแสงแดดใช้เวลาน้อยกว่าสารที่ดูดซึมเข้าไปในเนื้อเยื่อพืช พืชที่เก็บเกี่ยวส่วนที่สัมผัสละอองสารโดยตรงอย่างใบผักหรือผลสด ต่างจากพืชที่เก็บเกี่ยวส่วนที่มีเปลือกหรืออยู่ใต้ดิน และอัตราที่สูงขึ้นก็ทำให้ต้องรอนานขึ้น ด้วยเหตุนี้จึงห้ามเอาตัวเลขของสารตัวหนึ่งไปใช้กับอีกตัว หรือเอาตัวเลขของพืชหนึ่งไปใช้กับพืชอื่น
อ่านฉลากสารเคมีเกษตรต้องดูจุดไหน
ก่อนพ่นรอบสุดท้ายของฤดู ให้อ่านฉลากห้าจุดนี้ให้ครบ คือชื่อสามัญของสารออกฤทธิ์ รายการพืชและศัตรูพืชที่ขึ้นทะเบียนไว้ อัตราการใช้ต่อน้ำหรือต่อไร่ ระยะเวลาที่ต้องเว้นก่อนเก็บเกี่ยว และคำเตือน ห้าจุดนี้ตอบได้เกือบทั้งหมดว่าจะพ่นรอบนี้ได้หรือไม่
ชื่อสามัญและพืชที่ขึ้นทะเบียน
ชื่อการค้าเปลี่ยนได้เรื่อย ๆ แต่ชื่อสามัญบอกว่าสารออกฤทธิ์คืออะไร การจดชื่อสามัญไว้ช่วยไม่ให้เผลอพ่นสารตัวเดียวกันซ้ำเพราะเห็นขวดต่างยี่ห้อ ส่วนรายการพืชบนฉลากก็สำคัญไม่แพ้กัน ถ้าพืชในแปลงไม่อยู่ในรายการ แปลว่าไม่มีข้อมูลระยะปลอดภัยรองรับสำหรับพืชนั้น
ชั้นความเป็นพิษและแถบสี
ประกาศเรื่องฉลากวัตถุอันตรายทางการเกษตร (ราชกิจจานุเบกษา 16 พฤศจิกายน 2538) แบ่งระดับความเป็นพิษไว้สี่ชั้น และกำหนดให้ชั้น 1 เอ แสดงด้วยแถบสีแดง แถบสีจึงเป็นสัญญาณแรกว่าต้องระวังมากน้อยเพียงใด
| ชั้นความเป็นพิษ | ความหมาย | สิ่งที่ควรทำเพิ่ม |
|---|---|---|
| ชั้น 1 เอ | พิษร้ายแรงมาก (แถบสีแดง) | ชุดป้องกันครบ อ่านระยะปลอดภัยละเอียด เลี่ยงใช้ช่วงใกล้เกี่ยว |
| ชั้น 1 บี | พิษร้ายแรง | ชุดป้องกันครบ จำกัดจำนวนครั้งต่อฤดูตามฉลาก |
| ชั้น 2 | พิษปานกลาง | ป้องกันตามคำเตือน ยังต้องนับระยะปลอดภัยตามฉลาก |
| ชั้น 3 | พิษน้อย | พิษน้อยไม่ได้แปลว่าไม่มีระยะปลอดภัย ต้องอ่านฉลากเหมือนกัน |
อัตราการใช้
อัตราที่สูงกว่าฉลากไม่ได้แค่เปลืองต้นทุน แต่ทำให้สารที่ค้างอยู่สูงกว่าที่ใช้คำนวณระยะปลอดภัยไว้ ผลคือเว้นวันครบแล้วสารก็ยังอาจเหลือเกินเกณฑ์ การคิดอัตราให้แม่นจึงเป็นเงื่อนไขที่ทำให้ระยะปลอดภัยใช้ได้จริง รายละเอียดอยู่ใน วิธีคิดปริมาณน้ำและอัตราผสมต่อถัง 20 ลิตร
วางปฏิทินพ่นสารย้อนจากวันเกี่ยวอย่างไร
ให้เริ่มจากวันเกี่ยว ไม่ใช่เริ่มจากวันพ่น กำหนดวันเกี่ยวที่คาดไว้ก่อน แล้วถอยปฏิทินกลับมาตามจำนวนวันที่ฉลากกำหนด จะได้วันสุดท้ายที่ยังพ่นได้ จากนั้นการตัดสินใจพ่นหลังวันนั้นจะถูกตีตกไปเองโดยไม่ต้องลังเล
- ประเมินวันเกี่ยวจากอายุพืชและอาการสุกแก่ เผื่อความคลาดเคลื่อนไว้ 3 ถึง 5 วันตามความแน่นอนของฝนและคิวรถเกี่ยว
- เปิดฉลากสารทุกตัวที่วางแผนจะใช้ จดระยะปลอดภัยของแต่ละตัวลงกระดาษแผ่นเดียว
- เลือกตัวเลขที่ยาวที่สุดในชุดนั้น นับถอยหลังจากวันเกี่ยว ได้เป็นวันปิดการพ่น
- ขีดเส้นวันปิดการพ่นลงปฏิทินแปลงให้คนพ่นเห็นตรงกัน ไม่ใช่จำไว้ในหัวคนเดียว
- หลังวันปิดการพ่น ถ้าเจอศัตรูพืชเพิ่ม ให้ใช้วิธีที่ไม่ทิ้งสารตกค้าง เช่น การจัดการน้ำ เก็บทำลายส่วนที่เป็นโรค หรือเร่งเก็บเกี่ยวตามความสุกแก่

ในพืชที่วันเกี่ยวเลื่อนได้ตามความชื้นเมล็ดและคิวรถอย่างนาข้าว การรู้ว่าแปลงจะพร้อมเกี่ยวเมื่อไรช่วยให้วางวันปิดการพ่นได้แม่นขึ้น ดูวิธีอ่านความสุกแก่ได้ใน วิธีดูว่าข้าวถึงระยะเก็บเกี่ยวแล้วหรือยัง
ผสมหลายตัวในถังเดียว นับระยะปลอดภัยจากตัวไหน
ให้นับจากตัวที่ระยะปลอดภัยยาวที่สุดในถัง ไม่ใช่ค่าเฉลี่ย และไม่ใช่ตัวที่ใส่มากที่สุด เพราะสารแต่ละตัวสลายตัวเป็นเอกเทศ การที่ตัวหนึ่งหมดไปไม่ได้ช่วยให้อีกตัวหายเร็วขึ้น ถังหนึ่งถังจึงมีระยะปลอดภัยเท่ากับตัวที่ช้าที่สุด
ยกตัวอย่าง สมมติในถังมีสารที่ฉลากระบุระยะปลอดภัย 3 วัน 7 วัน และ 14 วัน ถังนี้นับที่ 14 วัน ถ้าตั้งใจเกี่ยววันที่ 30 วันสุดท้ายที่พ่นได้คือวันที่ 16 ไม่ใช่วันที่ 23 หรือ 27
ช่วงท้ายฤดูจึงควรลดจำนวนตัวในถังลง ยิ่งผสมมากตัว โอกาสมีตัวที่ระยะยาวก็ยิ่งสูง และทำให้เสียอิสระในการพ่นช่วงที่ยังจำเป็น ส่วนช่วงเวลาในวันที่ควรพ่น อ่านเพิ่มได้ที่ ฉีดพ่นตอนไหนดี อุณหภูมิ ลม และความชื้น
สารตกค้างและค่า MRL คืออะไร ทำไมผลผลิตถูกตีกลับ
ค่า MRL คือปริมาณสารพิษตกค้างสูงสุดที่ยอมให้มีได้ในสินค้าเกษตรแต่ละชนิด ของไทยกำหนดไว้ในมาตรฐานสินค้าเกษตร มกษ. 9003 ซึ่งแยกค่าตามชนิดวัตถุอันตรายและกลุ่มสินค้า และมีประกาศกระทรวงสาธารณสุขกำกับด้านอาหารควบคู่กัน ถ้าตรวจพบเกินเกณฑ์ ผลผลิตล็อตนั้นไม่ผ่าน
ค่า MRL ไม่ได้ตั้งขึ้นเป็นเกณฑ์ความเป็นพิษ แต่ได้มาจากการทดลองที่ใช้สารตามแนวทางเกษตรดีที่เหมาะสม ค่าจึงสะท้อนว่าถ้าใช้ถูกวิธี สารควรเหลือไม่เกินเท่านี้ ระยะปลอดภัยบนฉลากกับค่า MRL จึงเป็นของคู่กัน
ค่า MRL ของไทย สหภาพยุโรป และ Codex ไม่เท่ากัน ผลผลิตส่งออกจึงอาจถูกวัดด้วยเกณฑ์ที่เข้มกว่าในประเทศ ใครขายเข้าโรงคัดบรรจุควรถามผู้รับซื้อว่าใช้เกณฑ์ตลาดไหน
ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยช่วงใกล้เก็บเกี่ยว
ความผิดพลาดส่วนใหญ่ไม่ได้เกิดจากไม่รู้ว่ามีระยะปลอดภัย แต่เกิดจากการตัดสินใจเฉพาะหน้าช่วงที่ราคาดีหรือเห็นแมลงแล้วใจร้อน ด้านล่างคือสิ่งที่ทีมเราเจอในแชทซ้ำ ๆ ทุกฤดูเก็บเกี่ยว
- เกี่ยวเร็วกว่าแผนเพราะราคาขึ้นหรือรถเกี่ยวว่างคิว แล้วลืมว่าพ่นรอบสุดท้ายไปเมื่อไร
- พ่นเพิ่มอีกรอบเพราะเห็นแมลงไม่กี่ตัว ทั้งที่ความเสียหายยังไม่ถึงระดับที่ต้องควบคุม
- นับระยะปลอดภัยจากตัวที่ระยะสั้นที่สุดในถัง แทนที่จะนับจากตัวที่ยาวที่สุด
- ไม่จดวันพ่น ชื่อสามัญ และอัตราที่ใช้ เมื่อผู้รับซื้อขอข้อมูลย้อนหลังจึงตอบไม่ได้
- เพิ่มอัตราเองเพราะกลัวไม่อยู่ ทำให้ปริมาณสารค้างสูงกว่าที่ระยะปลอดภัยคำนวณไว้

มาตรฐาน มกษ. 9001 กำหนดให้บันทึกข้อมูลการใช้วัตถุอันตรายทางการเกษตร และจัดทำบัญชีรายชื่อสารที่เก็บไว้ในบริเวณเก็บรักษา บันทึกจึงไม่ใช่เรื่องของการขอรับรองอย่างเดียว แต่ทำให้ตอบได้ว่าแปลงนี้พ่นอะไรไปเมื่อไร
เคสจริงจากแปลง
จากข้อมูลที่ลูกค้าทักเข้ามาคุยกับทีมเรา มีสองเคสที่สะท้อนปัญหานี้ชัดเจน เล่าแบบไม่ระบุตัวตน
เคสแรกเป็นเกษตรกรที่พัทลุง ปลูกมะม่วงเบา 50 ต้น แจ้งว่าใช้น้ำพ่น 400 ลิตรต่อรอบ และถามว่าควรใช้สูตรกับอัตราผสมเท่าไรให้เหมาะกับพืชชนิดนี้ สำหรับกรณีแบบนี้ หลักวิชาการที่ควรยึดคือคำว่าต่อรอบบอกอยู่แล้วว่ามีการพ่นหลายรอบ สิ่งที่ต้องรู้เพิ่มคือรอบสุดท้ายจะตกวันไหนเทียบกับวันเก็บผล เพราะผลไม้ที่ขายผลสดถูกวัดสารตกค้างที่ตัวผลโดยตรง และการรู้ว่าหนึ่งรอบใช้น้ำ 400 ลิตรทำให้แปลงอัตราบนฉลากมาเป็นปริมาณสารต่อรอบได้ ไม่ต้องกะด้วยฝา
เคสที่สองเป็นผู้ปลูกข้าวโพด 18 ไร่ ข้าวโพดอายุ 40 วัน แจ้งว่าพ่นมาแล้ว 2 รอบและใบงามดี ถามว่าจะเปลี่ยนไปพ่นอีกสูตรได้หรือไม่ และวางแผนว่าจะพ่นอีกครั้งช่วงออกไหม สำหรับกรณีแบบนี้ หลักที่ควรยึดคือช่วงออกไหมยังห่างจากวันเก็บเกี่ยวพอสมควร จึงมักไม่ติดเรื่องระยะปลอดภัย แต่สิ่งที่ต้องดูคือจำนวนครั้งสูงสุดต่อฤดูที่ฉลากกำหนด เพราะบางสารจำกัดไว้ และถ้าใบงามอยู่แล้วก็ควรถามก่อนว่ารอบที่เพิ่มเข้ามานั้นแก้ปัญหาอะไร
คำถามที่พบบ่อย
พ่นยาก่อนเก็บเกี่ยวกี่วันถึงจะปลอดภัย
ต้องดูจากฉลากของสารที่พ่นจริง เพราะระยะปลอดภัยต่างกันตามชนิดสาร ชนิดพืช และอัตราที่ใช้ ไม่มีตัวเลขกลางที่ใช้แทนกันได้ ถ้าในถังมีหลายตัว ให้นับจากตัวที่ระยะยาวที่สุด แล้วถอยปฏิทินจากวันเกี่ยวที่ตั้งใจไว้ เพื่อหาวันสุดท้ายที่ยังพ่นได้
ถ้าฉลากไม่ได้ระบุระยะปลอดภัยก่อนเก็บเกี่ยวไว้ ต้องทำอย่างไร
อย่าเดาเอาเอง ให้ตรวจก่อนว่าพืชในแปลงอยู่ในรายการพืชที่สารนั้นขึ้นทะเบียนไว้หรือไม่ ถ้าไม่อยู่ก็ไม่ควรใช้กับพืชนั้น และถ้ายังไม่ชัดเจนควรสอบถามเจ้าหน้าที่ส่งเสริมการเกษตรในพื้นที่หรืออ้างอิงคำแนะนำของกรมวิชาการเกษตร ซึ่งเป็นแนวทางที่มาตรฐาน มกษ. 9001 กำหนดไว้
ผสมสารหลายตัวในถังเดียว นับระยะปลอดภัยก่อนเก็บเกี่ยวจากตัวไหน
นับจากตัวที่ระยะปลอดภัยยาวที่สุดในถัง ไม่ใช่ค่าเฉลี่ยและไม่ใช่ตัวที่ใส่มากที่สุด เพราะสารแต่ละตัวสลายตัวด้วยอัตราของตัวเอง ช่วงใกล้เก็บเกี่ยวจึงควรลดจำนวนตัวในถังลง เพื่อไม่ให้ตัวที่ระยะยาวมาปิดโอกาสพ่นในช่วงที่ยังจำเป็น
ฝนตกหลังพ่น ต้องเริ่มนับระยะปลอดภัยใหม่หรือไม่
ถ้าไม่ได้พ่นซ้ำ ก็นับจากวันพ่นเดิมตามปกติ แต่ถ้าฝนชะจนประสิทธิภาพไม่พอและตัดสินใจพ่นซ้ำ ให้เริ่มนับใหม่จากวันที่พ่นครั้งหลังสุด เพราะระยะปลอดภัยนับจากการพ่นครั้งสุดท้ายเสมอ การพ่นซ้ำจึงเลื่อนวันเกี่ยวที่ปลอดภัยออกไปด้วย
ล้างผลผลิตแล้วสารตกค้างหมดไหม
การล้างช่วยลดสารที่อยู่บนผิวได้บางส่วน แต่ไม่ช่วยกับสารที่ดูดซึมเข้าไปในเนื้อเยื่อพืชแล้ว จึงใช้แทนการเว้นระยะปลอดภัยไม่ได้ วิธีที่ได้ผลจริงคือคุมตั้งแต่ในแปลง ทั้งอัตราตามฉลาก จำนวนครั้งที่ไม่เกินกำหนด และการเว้นวันก่อนเก็บเกี่ยวให้ครบ
แหล่งอ้างอิง
- กรมวิชาการเกษตร: เอกสารวิจัย นิยามระยะเก็บเกี่ยวที่ปลอดภัยหลังการพ่นสาร (PHI)
- มาตรฐานสินค้าเกษตร มกษ. 9001-2564 การปฏิบัติทางการเกษตรที่ดีสำหรับพืชอาหาร
- สำนักงานปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์: คู่มือการปฏิบัติทางการเกษตรที่ดีสำหรับพืชอาหาร
- ประกาศกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เรื่องฉลากวัตถุอันตรายทางการเกษตร (ราชกิจจานุเบกษา 16 พฤศจิกายน 2538)
- ประกาศกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เรื่องกำหนดมาตรฐานสินค้าเกษตร (ราชกิจจานุเบกษา)
- กรมส่งเสริมการเกษตร: หลัก 3 ถูก การใช้สารเคมีป้องกันกำจัดศัตรูพืช
- FAO: เอกสารด้านสารพิษตกค้างและแนวทางเกษตรดีที่เหมาะสม
สรุป
หัวใจของระยะปลอดภัยก่อนเก็บเกี่ยวคือการนับย้อนจากวันเกี่ยว ไม่ใช่นับไปข้างหน้าจากวันพ่น เปิดฉลากดูจำนวนวันของสารทุกตัวที่จะใช้ เลือกตัวที่ยาวที่สุดเป็นเกณฑ์ของถังนั้น ขีดวันปิดการพ่นลงปฏิทินแปลงให้ทุกคนเห็นตรงกัน แล้วจดวันพ่นกับชื่อสามัญไว้ทุกครั้ง เท่านี้ก็ลดความเสี่ยงสารตกค้างเกินเกณฑ์ได้มาก
หากต้องการคำแนะนำให้เหมาะกับแปลงของคุณ ทักทีมงานได้ที่นี่
เกี่ยวกับผู้เขียน →