โรคขอบใบแห้งข้าว: แยกจากโรคไหม้ให้ออก และวิธีจัดการช่วงฝนปลายฤดู

โดย · เผยแพร่ 1 ตุลาคม 2569
โรคขอบใบแห้งข้าว: แยกจากโรคไหม้ให้ออก และวิธีจัดการช่วงฝนปลายฤดู

โรคขอบใบแห้งข้าว เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย ไม่ใช่เชื้อรา จึงจัดการด้วยวิธีเดียวกับโรคไหม้ไม่ได้ อาการเริ่มจากรอยช้ำเล็ก ๆ ที่ขอบใบล่าง แล้วลุกลามเป็นทางสีเหลืองยาวตามใบภายในราว 7-10 วัน สิ่งที่ลดความเสียหายได้จริงคือการเลือกพันธุ์ต้านทาน ไม่ใส่ไนโตรเจนเกิน ระบายน้ำให้ดี และเมื่อพบโรคเป็นหย่อมให้พ่นเฉพาะจุดตั้งแต่ระยะเริ่มแรก ช่วงปลายฝนที่ลมแรงและฝนตกต่อเนื่องคือช่วงที่โรคนี้ลามเร็วที่สุด

โรคขอบใบแห้งข้าวเกิดจากอะไร

โรคขอบใบแห้งข้าวเกิดจากเชื้อแบคทีเรีย Xanthomonas oryzae pv. oryzae ตามข้อมูลกรมส่งเสริมการเกษตร เชื้อเข้าทางแผลหรือรอยช้ำบนใบแล้วเพิ่มจำนวนในท่อน้ำท่ออาหาร เพราะเป็นแบคทีเรียจึงไม่ตอบสนองต่อสารกำจัดเชื้อราทั่วไป พบได้ทั้งในนาน้ำฝนและนาชลประทาน

กรมการข้าวระบุว่าโรคนี้พบมากในภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคใต้ และเป็นได้ตั้งแต่ระยะกล้า แตกกอ จนถึงออกรวง

อาการโรคขอบใบแห้งข้าวเป็นอย่างไร

อาการเริ่มจากจุดช้ำเล็ก ๆ เหมือนโดนน้ำร้อนลวกที่ขอบใบของใบล่าง จากนั้นราว 7-10 วัน จุดช้ำจะขยายเป็นทางสีเหลืองยาวตามใบ ใบที่เป็นโรคแห้งเร็ว สีเขียวจางเป็นสีเทา และมักพบหยดของเหลวสีครีมเหลืองคล้ายน้ำยางบนแผลในตอนเช้า

ระยะกล้าถึงหลังปักดำ 1-1.5 เดือน

ช่วงนี้อาการเป็นแผลสีน้ำตาลแดงที่ขอบใบก่อนเปลี่ยนเป็นสีเหลือง มีหยดของเหลวสีครีมบนแผล และเมื่อโดนน้ำหรือฝน แผลสีน้ำตาลจะหลุดร่วงไป ในต้นที่ไม่แข็งแรงและเจอเชื้อรุนแรง ท่อน้ำท่ออาหารจะอุดตันจนต้นเหี่ยวตายทั้งต้น เรียกว่า "ครีเสก" (kresek) ซึ่งเป็นรูปแบบรุนแรงที่สุดของโรคนี้

ระยะแตกกอถึงตั้งท้อง

แผลจะลามทั้งตามความยาวและความกว้างของใบ ขอบแผลหยักไม่เรียบ แล้วเปลี่ยนเป็นสีเทา ใบที่เป็นโรคจะม้วนตามความยาวใบและแห้ง พื้นที่ใบที่ใช้สังเคราะห์แสงหายไป ผลผลิตจึงลดลงตาม

ระยะออกรวง

ถ้าข้าวเป็นโรคในระยะออกรวง กรมการข้าวระบุว่าจะทำให้เปอร์เซ็นต์การติดเมล็ดลดลงและเปอร์เซ็นต์เมล็ดลีบสูงขึ้น ต้องเดินเข้าไปพลิกใบธงดูเอง

มือเกษตรกรพลิกใบข้าวดูขอบใบ ตรวจหารอยช้ำน้ำเริ่มแรกของโรคขอบใบแห้งข้าว
รอยช้ำน้ำที่ขอบใบล่างคือสัญญาณแรกของโรคขอบใบแห้งข้าว ต้องพลิกใบดูใกล้ ๆ ไม่ใช่มองจากคันนา

โรคขอบใบแห้งกับโรคไหม้ ต่างกันอย่างไร

ต่างกันที่ต้นเหตุและรูปแผล โรคขอบใบแห้งเกิดจากแบคทีเรีย แผลเริ่มจากขอบใบเป็นทางยาวสีเหลืองแล้วแห้งเป็นสีเทา มีหยดของเหลวบนแผล ส่วนโรคไหม้เกิดจากเชื้อรา แผลอยู่กลางใบรูปคล้ายตา ขอบน้ำตาลกลางเทา แยกให้ออกก่อนเพราะวิธีจัดการต่างกัน

ประเด็น โรคขอบใบแห้ง โรคไหม้
ต้นเหตุ แบคทีเรีย Xanthomonas oryzae pv. oryzae เชื้อรา
ตำแหน่งแผล เริ่มที่ขอบใบ ลามเป็นทางยาวตามใบ เกิดกลางใบ กระจายทั่วแผ่นใบ
รูปแผล ทางยาวสีเหลืองแล้วแห้งเทา ขอบหยัก รูปตา ขอบน้ำตาล กลางเทา
สิ่งที่พบบนแผล หยดของเหลวสีครีมเหลืองคล้ายน้ำยาง ไม่มีหยดของเหลว
แพร่ทาง น้ำ ลม ฝน และการระบายน้ำระหว่างแปลง สปอร์ปลิวไปกับลม
สารกำจัดเชื้อรา ไม่ใช่ทางออกหลัก ใช้ได้ตามคำแนะนำ

ถ้าอาการที่เจออยู่กลางใบและคอรวง ไม่ใช่ขอบใบ อ่านวิธีแยกและจัดการได้ที่ โรคไหม้คอรวงข้าว ซึ่งเป็นโรคเชื้อราที่มาช่วงใกล้กันและมักถูกสับสนกับโรคขอบใบแห้ง

สภาพอากาศแบบไหนทำให้โรคขอบใบแห้งระบาด

โรคขอบใบแห้งระบาดเร็วเมื่ออุณหภูมิอยู่ในช่วง 25-34 องศาเซลเซียส และความชื้นสัมพัทธ์สูงกว่า 70 เปอร์เซ็นต์ ตามข้อมูล IRRI โดยเฉพาะเมื่อลมแรงพร้อมฝนตกต่อเนื่อง เพราะหยดของเหลวที่มีเชื้อบนแผลจะถูกพัดกระเด็นไปติดใบข้าวต้นอื่นที่มีรอยถลอก

ปัจจัยในแปลงที่ทำให้รุนแรงขึ้นตามข้อมูลกรมการข้าว มีสามข้อหลัก

  • ระบายน้ำไม่ดีหรือมีน้ำขัง ทำให้ความชื้นในทรงพุ่มสูงและใบเปียกนาน
  • แปลงมีร่มเงา ใบแห้งช้า เชื้อมีเวลาเข้าทำลายมากขึ้น
  • ใส่ปุ๋ยไนโตรเจนในอัตราสูง ใบอวบ เขียวเข้ม และอ่อนแอต่อเชื้อ

ข้อไนโตรเจนสำคัญที่สุดเพราะควบคุมได้เต็มที่ IRRI ระบุตรงกันว่าโรคนี้รุนแรงได้มากในพันธุ์อ่อนแอที่ได้ไนโตรเจนสูง

นาข้าวเปียกน้ำหลังฝนตก สภาพน้ำขังที่เร่งการระบาดของโรคขอบใบแห้งข้าว
ฝนตกต่อเนื่องบวกน้ำขังในแปลงคือสภาพที่โรคขอบใบแห้งข้าวลามเร็วที่สุด การเปิดทางน้ำจึงเป็นงานแรก

โรคขอบใบแห้งทำให้ผลผลิตข้าวลดลงเท่าไร

IRRI รายงานว่าความเสียหายจากโรคขอบใบแห้งอยู่ในช่วง 20-50 เปอร์เซ็นต์โดยทั่วไป และสูงได้ถึง 70 เปอร์เซ็นต์ในพันธุ์อ่อนแอที่ปลูกในสภาพเหมาะกับโรค หลักสำคัญคือยิ่งข้าวเป็นโรคเร็วในช่วงอายุน้อย ความเสียหายยิ่งมาก การเป็นโรคช่วงท้ายก็ยังลดทั้งคุณภาพเมล็ดและผลผลิต

ป้องกันโรคขอบใบแห้งข้าวอย่างไรตั้งแต่ก่อนปลูก

วิธีที่คุ้มที่สุดคือเลือกพันธุ์ต้านทาน ใช้เมล็ดพันธุ์ที่ได้รับการรับรอง และทำความสะอาดแปลงก่อนปลูก IRRI ระบุว่าการปลูกพันธุ์ต้านทานเป็นวิธีควบคุมโรคนี้ที่ได้ผลแน่นอนที่สุดและถูกที่สุด เพราะลดความเสี่ยงตั้งแต่ก่อนหยอดเมล็ด

พันธุ์ที่ต้านทานและพันธุ์ที่ต้องเฝ้าระวัง

กรมส่งเสริมการเกษตรระบุพันธุ์ที่ต้านทานโรคขอบใบแห้ง ได้แก่ สุพรรณบุรี 60 สุพรรณบุรี 90 สุพรรณบุรี 1 สุพรรณบุรี 2 กข7 และ กข23 ส่วนพันธุ์ที่ควรเดินสำรวจถี่เป็นพิเศษเพราะอ่อนแอต่อโรคนี้ ได้แก่ ขาวดอกมะลิ 105 กข6 เหนียวสันป่าตอง พิษณุโลก 2 และชัยนาท 1

สุขาภิบาลแปลงและเมล็ดพันธุ์

  • ใช้เมล็ดพันธุ์ที่ได้รับการรับรอง ไม่เก็บเมล็ดจากแปลงที่เคยเป็นโรครุนแรงมาปลูกต่อ
  • ไถกลบตอซัง ฟางข้าว และข้าวเรื้อ เพราะเป็นแหล่งอาศัยของเชื้อข้ามฤดู
  • กำจัดวัชพืชในแปลงและรอบคันนา เพราะบางชนิดเป็นพืชอาศัยของเชื้อ
  • แยกทางน้ำเข้าและออก ไม่ให้น้ำจากแปลงที่เป็นโรคไหลเข้าแปลงดี

พบโรคขอบใบแห้งในแปลงแล้วต้องทำอย่างไร

ทำสามอย่างตามลำดับ หนึ่ง ลดความชื้นด้วยการระบายน้ำและหยุดไม่ให้น้ำจากแปลงที่เป็นโรคไหลไปแปลงข้างเคียง สอง หยุดเพิ่มไนโตรเจนทันที สาม ถ้าพบเป็นหย่อม ให้พ่นเฉพาะบริเวณที่เป็นโรคตั้งแต่ระยะเริ่มแรกตามคำแนะนำกรมการข้าว ไม่ต้องพ่นทั้งแปลง

จัดการน้ำก่อนเป็นอันดับแรก

เปิดทางระบายน้ำให้น้ำไหลออกได้ ลดระดับน้ำเพื่อให้ทรงพุ่มแห้งเร็วขึ้น และตรวจว่าน้ำจากแปลงที่เป็นโรคไม่ได้ไหลลงแปลงที่ยังไม่เป็น ซึ่งกรมส่งเสริมการเกษตรย้ำไว้ชัด วิธีเปิดร่องและฟื้นแปลงหลังน้ำลด อ่านเพิ่มที่ จัดการแปลงช่วงฝนชุก

หยุดเร่งไนโตรเจน

เมื่อเจอโรคแล้ว การใส่ยูเรียเพิ่มเพื่อให้ต้นฟื้นเป็นทางที่ผิด เพราะทั้งกรมการข้าวและ IRRI ระบุว่าไนโตรเจนอัตราสูงทำให้โรคนี้รุนแรงขึ้น ควรเลื่อนออกไปก่อนและกลับมาให้ตามแผนเมื่อโรคหยุดลาม

ถ้าจะพ่น ต้องพ่นให้ตรงเป้า

กรมส่งเสริมการเกษตรระบุรายการสารที่มีคำแนะนำสำหรับโรคนี้ ได้แก่ ไอโซโพรไทโอเลน คอปเปอร์ไฮดรอกไซด์ เสตร็ปโตมัยซินซัลเฟตผสมออกซีเตตราไซคลินไฮโดรคลอไรด์ และไตรเบสิคคอปเปอร์ซัลเฟต ใช้อัตราตามฉลากเสมอ และพ่นเมื่อพบโรคระยะเริ่มแรกจึงจะคุ้ม ถ้าใบแห้งไปครึ่งแปลงแล้วได้ผลน้อยมาก

ช่วงเวลาพ่นมีผลมากกว่าที่คิด เพราะลมแรงทำให้ละอองไปไม่ถึงเป้าและพาเชื้อกระจายด้วย อ่านเกณฑ์ลม อุณหภูมิ และเวลาที่ควรเลี่ยงได้ที่ ฉีดพ่นตอนไหนดี

ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยเมื่อเจอข้าวใบแห้ง

ข้อผิดพลาดที่เจอบ่อยที่สุดคือวินิจฉัยผิดตั้งแต่ต้น แล้วพ่นสารกำจัดเชื้อราซ้ำหลายรอบกับโรคที่เกิดจากแบคทีเรีย รองลงมาคือเร่งไนโตรเจนหวังให้ต้นฟื้น และรอจนใบล่างแห้งไปมากจึงลงมือ ทั้งสามข้อทำให้ต้นทุนบานปลายโดยไม่หยุดโรค

  • พ่นทั้งแปลงทั้งที่โรคขึ้นเป็นหย่อม ทำให้เสียสารเกินความจำเป็น
  • ปล่อยน้ำจากแปลงที่เป็นโรคไหลลงแปลงถัดไป เท่ากับพาเชื้อไปให้เพื่อนบ้าน
  • ดูจากคันนาแล้วสรุปว่าข้าวขาดปุ๋ย ทั้งที่อาการขาดธาตุจะกระจายทั่วแปลงสม่ำเสมอกว่าและไม่มีหยดของเหลวบนแผล

เคสจริงจากแปลง

สองเคสนี้มาจากข้อมูลที่เกษตรกรทักเข้ามาคุยกับทีมเราจริง เล่าแบบไม่ระบุตัวบุคคล เพื่อให้เห็นว่าคำถามหน้างานมักไม่ได้มาในรูปคำถามเรื่องโรคตรง ๆ

เคสที่ 1: สุรินทร์ นาข้าว 10 ไร่ ระยะแตกกอ

เกษตรกรที่สุรินทร์รายหนึ่งทำนาข้าว 10 ไร่ซึ่งกำลังแตกกอ และมีข้าวโพดอายุ 15 วันอีกประมาณ 8 ไร่ รวมพื้นที่ที่แจ้งไว้ 18 ไร่ สิ่งที่ทักมาคือขอคำแนะนำการดูแล พร้อมบอกตรง ๆ ว่างบจำกัด อยากได้ทางเลือกที่ถูกลงและอยากลองในปริมาณน้อยก่อน

สำหรับกรณีแบบนี้ หลักวิชาการที่ควรยึดคือเรียงงานตามต้นทุนจากถูกไปแพง เพราะข้าวระยะแตกกอในช่วงฝนคือจุดที่โรคขอบใบแห้งเข้าได้ง่าย งานที่ไม่ต้องจ่ายเงินต้องทำก่อน คือเดินสำรวจใบล่างสัปดาห์ละครั้ง เปิดทางระบายน้ำไม่ให้ขัง และยังไม่เพิ่มไนโตรเจน เมื่อถึงขั้นต้องใช้สาร การพ่นเฉพาะหย่อมที่พบโรคตามคำแนะนำกรมการข้าวใช้สารน้อยกว่าพ่นทั้ง 10 ไร่หลายเท่า ซึ่งตรงกับข้อจำกัดเรื่องงบพอดี

เคสที่ 2: เชียงใหม่ ข้าวช่วงออกรวง กังวลเรื่องพ่น

เกษตรกรที่เชียงใหม่อีกรายปลูกข้าวโพด 3.4 ไร่ ลำไย และข้าว คำถามที่ทักมาคือจะฉีดพ่นข้าวช่วงออกรวงก่อนเก็บเกี่ยวได้หรือไม่ พร้อมบอกข้อกังวลไว้สามข้อ คือกลัวพ่นแล้วใบไหม้ กังวลสารตกค้าง และไม่แน่ใจว่าช่วงออกรวงพ่นได้จริงไหม

สำหรับกรณีแบบนี้ หลักวิชาการที่ควรยึดคือสามเรื่องเรียงกัน หนึ่ง ระยะออกรวงต้องระวังจริง เพราะกรมการข้าวระบุว่าการเป็นโรคขอบใบแห้งระยะนี้ทำให้เปอร์เซ็นต์การติดเมล็ดลดและเมล็ดลีบเพิ่ม สอง เรื่องสารตกค้าง ให้ยึดระยะปลอดภัยก่อนเก็บเกี่ยวบนฉลากเป็นตัวตั้ง สาม เรื่องกลัวใบไหม้ ให้เลี่ยงพ่นตอนแดดจัดอุณหภูมิสูง เลือกช่วงเช้าหรือเย็นที่ลมสงบ

คำถามที่พบบ่อย

โรคขอบใบแห้งข้าวรักษาให้หายขาดได้ไหม

ใบที่แห้งไปแล้วไม่กลับมาเขียวอีก เป้าหมายจึงเป็นการหยุดไม่ให้ลามไปใบใหม่และต้นข้างเคียง ด้วยการระบายน้ำ ลดความชื้นในทรงพุ่ม หยุดเพิ่มไนโตรเจน และพ่นเฉพาะหย่อมที่พบโรคระยะเริ่มแรก รอบถัดไปจึงแก้ที่ต้นทางด้วยพันธุ์ต้านทาน

ข้าวใบแห้งจากขอบใบ เป็นโรคขอบใบแห้งหรือขาดโพแทสเซียม

ดูสองอย่าง อาการขาดธาตุจะกระจายสม่ำเสมอทั่วแปลงและไม่มีหยดของเหลวบนแผล ส่วนโรคขอบใบแห้งมักขึ้นเป็นหย่อม เริ่มจากขอบใบล่างเป็นทางยาวสีเหลืองแล้วแห้งเทา และพบหยดของเหลวสีครีมเหลืองบนแผลในตอนเช้า ถ้าไม่มั่นใจ ให้เก็บใบที่มีอาการไปปรึกษาเกษตรอำเภอก่อนพ่น

ใช้สารกำจัดเชื้อราพ่นโรคขอบใบแห้งได้ไหม

โรคนี้เกิดจากแบคทีเรีย สารกำจัดเชื้อราทั่วไปจึงไม่ใช่ทางออกหลัก กรมส่งเสริมการเกษตรระบุรายการสารที่มีคำแนะนำไว้ เช่น คอปเปอร์ไฮดรอกไซด์ ไตรเบสิคคอปเปอร์ซัลเฟต ไอโซโพรไทโอเลน และเสตร็ปโตมัยซินซัลเฟตผสมออกซีเตตราไซคลินไฮโดรคลอไรด์ ใช้อัตราตามฉลากและพ่นตอนพบโรคระยะเริ่มแรกเท่านั้น

พันธุ์ข้าวอะไรต้านทานโรคขอบใบแห้ง

กรมส่งเสริมการเกษตรระบุพันธุ์ต้านทาน ได้แก่ สุพรรณบุรี 60 สุพรรณบุรี 90 สุพรรณบุรี 1 สุพรรณบุรี 2 กข7 และ กข23 ส่วนพันธุ์ที่อ่อนแอและควรสำรวจถี่กว่าปกติคือ ขาวดอกมะลิ 105 กข6 เหนียวสันป่าตอง พิษณุโลก 2 และชัยนาท 1 ถ้าจำเป็นต้องปลูกพันธุ์อ่อนแอ ให้เพิ่มความถี่การเดินสำรวจแทน

ครีเสกในข้าวคืออะไร ต่างจากโรคขอบใบแห้งทั่วไปไหม

ครีเสกคือรูปแบบรุนแรงของโรคขอบใบแห้งเดียวกันนี้ เกิดในระยะกล้าถึงหลังปักดำราว 1-1.5 เดือน เมื่อต้นไม่แข็งแรงและเจอเชื้อรุนแรง ท่อน้ำท่ออาหารจะอุดตันจนต้นเหี่ยวตายทั้งต้นอย่างรวดเร็ว ไม่ใช่แค่ใบแห้ง จึงต้องเฝ้าระวังแปลงกล้าเป็นพิเศษ

แหล่งอ้างอิง

สรุป

โรคขอบใบแห้งข้าวเป็นโรคแบคทีเรียที่มาแรงในช่วงฝนตกต่อเนื่องและลมแรง แยกจากโรคไหม้ได้จากตำแหน่งแผลที่ขอบใบ ทางยาวสีเหลืองที่แห้งเป็นสีเทา และหยดของเหลวสีครีมบนแผล สิ่งที่ลดความเสียหายได้จริงเรียงตามความคุ้มค่าคือเลือกพันธุ์ต้านทาน ใช้เมล็ดพันธุ์ที่รับรอง ระบายน้ำไม่ให้ขัง ไม่ใส่ไนโตรเจนเกิน เดินสำรวจใบล่างสัปดาห์ละครั้ง และพ่นเฉพาะหย่อมที่พบโรคตั้งแต่ระยะเริ่มแรก ต้นทุนต่อไร่ถูกกว่าการพ่นซ้ำทั้งแปลงหลายรอบมาก

หากต้องการคำแนะนำให้เหมาะกับแปลงของคุณ ทักทีมงานได้ที่นี่

อ่านต่อ

โรคกาบใบแห้งข้าว: อาการ วิธีแยกจากกาบใบเน่า และการจัดการ

พงษ์ปกรณ์ เศรษฐ์คุณาธิป — ผู้ดูแลแบรนด์เอฟอชและทีมให้คำปรึกษาเกษตรกร เขียนจากคำถามและปัญหาที่เจอในแปลงลูกค้าจริง
เกี่ยวกับผู้เขียน →
← กลับไปหน้าบทความ