โรคไหม้คอรวงข้าว: อาการ เกณฑ์ตัดสินใจพ่น และวิธีป้องกันก่อนรวงหัก

โดย · เผยแพร่ 26 กันยายน 2569
โรคไหม้คอรวงข้าว: อาการ เกณฑ์ตัดสินใจพ่น และวิธีป้องกันก่อนรวงหัก

โรคไหม้คอรวงข้าว เกิดจากเชื้อรา Pyricularia oryzae เข้าทำลายข้อต่อคอรวง ทำให้คอรวงช้ำสีน้ำตาล เปราะ หักง่าย และเมล็ดลีบทั้งรวง จุดชี้ขาดอยู่ที่ช่วงตั้งท้องถึงเริ่มโผล่รวง เพราะเมื่อคอรวงเป็นแผลแล้วไม่มีวิธีใดทำให้กลับมาส่งอาหารเลี้ยงเมล็ดได้อีก สิ่งที่ทำได้จริงคือสำรวจแผลบนใบตั้งแต่ระยะแตกกอ คุมปุ๋ยไนโตรเจนไม่ให้เกินเกณฑ์ และป้องกันล่วงหน้าก่อนคอรวงโผล่พ้นกาบใบธง

โรคไหม้คอรวงข้าวคืออะไร ต่างจากโรคไหม้ใบอย่างไร

โรคไหม้คอรวงข้าวคือระยะสุดท้ายของโรคไหม้ข้าว ที่เชื้อราตัวเดียวกันย้ายจากใบไปลงที่ข้อต่อคอรวง ต่างกันตรงที่โรคไหม้ใบทำให้พื้นที่สังเคราะห์แสงลดลง แต่โรคไหม้คอรวงตัดท่อลำเลียงอาหารที่จะไปเลี้ยงเมล็ดโดยตรง ความเสียหายจึงเป็นผลผลิตที่หายทั้งรวง ไม่ใช่แค่ต้นโทรม

เชื้อสาเหตุคือ Pyricularia oryzae (ชื่อเดิมคือ Pyricularia grisea) เริ่มจากแผลเล็ก ๆ บนใบในระยะกล้าและแตกกอ แล้วสร้างสปอร์ปลิวไปกับลมและละอองฝนรอบแล้วรอบเล่า พอถึงระยะตั้งท้องที่อากาศเอื้อ สปอร์ชุดนั้นจะเข้าทำลายคอรวงที่เพิ่งยืดตัวออกมา ถ้าคุมแผลบนใบไม่อยู่ในระยะแตกกอ โอกาสเจอคอรวงไหม้ในเดือนถัดมาก็สูงตามไปด้วย

อาการโรคไหม้คอรวงข้าว สังเกตอย่างไรให้เจอก่อนสาย

อาการคือรอยแผลช้ำสีน้ำตาลถึงน้ำตาลดำรอบข้อต่อคอรวง ตรงจุดที่รวงแยกออกจากกาบใบธง เนื้อเยื่อตรงนั้นจะแห้งและเปราะกว่าปกติ เมื่อลมแรงหรือฝนกระแทก คอรวงจะหักพับลง และรวงที่หักก่อนเมล็ดแก่จะลีบทั้งรวง

ให้เดินสำรวจกลางแปลง อย่าดูแค่ขอบคันนา เพราะกลางแปลงอับลมและความชื้นค้างนานที่สุด จึงมักแสดงอาการก่อน สุ่มอย่างน้อย 10 จุดต่อแปลง จุดละ 5 กอ แล้วพลิกดูคอรวงทีละรวง ระยะที่ข้าวเพิ่งโผล่รวง แผลยังเล็กและสีน้ำตาลอ่อน ต้องดูใกล้จึงจะแยกออกจากรอยเปื้อนธรรมดา

คอรวงข้าวระยะเมล็ดเริ่มแก่ จุดที่ต้องพลิกดูแผลโรคไหม้คอรวงข้าว
พลิกดูตรงข้อต่อที่รวงแยกจากกาบใบธง แผลโรคไหม้คอรวงข้าวเริ่มจากรอยช้ำสีน้ำตาลเล็ก ๆ ก่อนลามรอบคอรวง

ก่อนถึงคอรวง ให้ใช้แผลบนใบเป็นสัญญาณเตือนล่วงหน้า แผลโรคไหม้บนใบข้าวคล้ายรูปตา หัวท้ายแหลม ขอบสีน้ำตาล กลางแผลสีเทา ข้อมูลของศูนย์วิทยบริการเพื่อส่งเสริมการเกษตร กรมส่งเสริมการเกษตร ระบุขนาดแผลระยะกล้าไว้ที่กว้าง 2–5 มิลลิเมตร ยาว 10–15 มิลลิเมตร ถ้าเจอแผลแบบนี้มากบนใบธง แปลว่าแปลงนั้นมีเชื้อพร้อมขึ้นคอรวงแล้ว ส่วนใบที่เหลืองซีดทั้งใบมักเป็นเรื่องธาตุอาหารมากกว่าเชื้อรา เทียบได้จากการอ่านอาการขาดธาตุอาหารจากใบพืชก่อนตัดสินใจพ่น

ข้าวระยะไหนเสี่ยงโรคไหม้คอรวงมากที่สุด

ช่วงเสี่ยงที่สุดคือตั้งแต่ข้าวเริ่มตั้งท้องจนถึงโผล่รวงพ้นกาบใบธง เพราะเนื้อเยื่อคอรวงยังอ่อนและเปิดรับสปอร์โดยตรง เมื่อคอรวงแก่และแข็งขึ้น โอกาสติดเชื้อจะลดลง แต่ถ้าติดไปแล้วในช่วงอ่อน อาการจะแสดงชัดตอนเมล็ดเข้าน้ำนม ซึ่งสายเกินแก้

ในนาปีของไทย ช่วงนี้มักตรงกับปลายฤดูฝนถึงต้นฤดูหนาว ที่กลางวันแดดออกแต่กลางคืนเย็นและน้ำค้างจัด จึงควรนับวันจากวันหว่านหรือวันปักดำไว้ล่วงหน้าว่าอีกกี่วันจะเข้าระยะตั้งท้อง แล้วเตรียมสำรวจถี่ขึ้น ถ้าโรคลงระยะกล้าอย่างรุนแรง กล้าจะแห้งตายเป็นหย่อมซึ่งยังพอปลูกซ่อมได้ แต่ถ้าลงคอรวง ผลผลิตส่วนนั้นหายไปโดยไม่มีทางชดเชยในฤดูเดียวกัน

สภาพอากาศแบบไหนที่ทำให้โรคไหม้คอรวงระบาด

สภาพที่เร่งโรคไหม้มากที่สุดคือกลางวันแห้ง กลางคืนชื้นจัด อุณหภูมิกลางคืนประมาณ 20–25 องศาเซลเซียส ร่วมกับฝนตกปรอย ๆ เป็นประจำ และใบข้าวเปียกต่อเนื่องนานกว่า 10 ชั่วโมง ตามข้อมูลของศูนย์วิทยบริการเพื่อส่งเสริมการเกษตร ยิ่งน้ำค้างลงหนักและแห้งช้า ความเสี่ยงยิ่งสูง

หยดน้ำค้างเกาะใบข้าวตอนเช้า สภาพใบเปียกนานที่เสี่ยงต่อโรคไหม้คอรวงข้าว
ถ้าน้ำค้างยังเกาะใบข้าวหลังแดดขึ้นหลายชั่วโมง แปลว่าใบเปียกนานพอให้สปอร์โรคไหม้งอกเข้าทำลายได้

ตัวเลข 10 ชั่วโมงใช้ได้จริงในแปลง ถ้าน้ำค้างลงตั้งแต่สองทุ่มและยังไม่แห้งจนถึงแปดโมงเช้า นั่นคือใบเปียกราว 12 ชั่วโมง เข้าเกณฑ์เสี่ยงแล้ว และแปลงที่หว่านหนาทรงพุ่มปิดแน่นจะเปียกนานกว่าแปลงโปร่งเสมอ อีกปัจจัยที่ควบคุมได้คือปุ๋ยไนโตรเจน เอกสารของกรมส่งเสริมการเกษตรระบุว่าโรคไหม้จะพัฒนาอย่างรวดเร็วเมื่อใส่ไนโตรเจนสูงถึงระดับ 50 กิโลกรัมต่อไร่ เพราะใบจะใหญ่ อวบ เนื้อเยื่อบาง เชื้อเจาะเข้าง่าย

เกณฑ์ตัดสินใจพ่นโรคไหม้คอรวงข้าว ใช้อะไรเป็นตัววัด

เกณฑ์ที่กรมส่งเสริมการเกษตรแนะนำคือให้พ่นเมื่อสำรวจพบแผลโรคไหม้เฉลี่ย 2–3 แผลต่อใบ หรือเมื่อแผลกินพื้นที่ใบประมาณ 5 เปอร์เซ็นต์ขึ้นไป ต่ำกว่านั้นให้สำรวจซ้ำและคุมปุ๋ยไนโตรเจนแทน ส่วนระยะตั้งท้องที่อากาศชื้นต่อเนื่อง ให้ป้องกันล่วงหน้าก่อนคอรวงโผล่พ้นกาบ

สิ่งที่พบตอนสำรวจ ระยะข้าว สิ่งที่ควรทำ
พบแผลรูปตาบนใบ แต่เฉลี่ยน้อยกว่า 2 แผลต่อใบ แตกกอ ยังไม่ถึงเกณฑ์พ่น สำรวจซ้ำทุก 3–5 วัน และชะลอปุ๋ยไนโตรเจน
พบแผลเฉลี่ย 2–3 แผลต่อใบ หรือแผลกินพื้นที่ใบราว 5 เปอร์เซ็นต์ แตกกอถึงตั้งท้อง ถึงเกณฑ์ที่คำแนะนำทางวิชาการให้พ่น เลือกสารตามฉลากและหมุนกลุ่มสาร
ใบธงมีแผลไหม้ ร่วมกับน้ำค้างจัด ใบเปียกข้ามคืน ตั้งท้อง ก่อนรวงโผล่ ป้องกันล่วงหน้า พ่นก่อนคอรวงโผล่พ้นกาบ ไม่ต้องรอให้เห็นแผลที่คอรวง
คอรวงช้ำสีน้ำตาลและเริ่มหักแล้ว ออกรวงแล้ว แก้ไม่ได้ในรอบนี้ ประเมินความเสียหายและจดบันทึกแปลงไว้วางแผนฤดูหน้า

วิธีป้องกันโรคไหม้คอรวงข้าวแบบผสมผสาน

การจัดการที่ได้ผลคือรวมสี่ด้านเข้าด้วยกัน ได้แก่ เลือกพันธุ์ให้เหมาะกับพื้นที่ คุมความหนาแน่นของแปลง คุมปุ๋ยไนโตรเจน และใช้สารป้องกันกำจัดเชื้อราเฉพาะเมื่อถึงเกณฑ์ การพึ่งสารเคมีอย่างเดียวในแปลงที่หว่านหนามักไม่พอ

ก่อนหว่านหรือปักดำ

  • ใช้อัตราเมล็ดพันธุ์ 15–20 กิโลกรัมต่อไร่ ตามคำแนะนำของกรมส่งเสริมการเกษตร เพื่อให้แปลงโปร่งและถ่ายเทอากาศได้
  • เลือกพันธุ์ต้านทานที่เหมาะกับพื้นที่ เอกสารทางราชการยกตัวอย่างปทุมธานี 1 สุพรรณบุรี 1 สุพรรณบุรี 2 และ กข41 ความต้านทานเปลี่ยนไปตามสายพันธุ์เชื้อในแต่ละท้องที่ ควรสอบถามศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวประกอบ
  • คลุกเมล็ดพันธุ์ด้วยสารป้องกันกำจัดเชื้อรา เพื่อลดเชื้อที่ติดมากับเมล็ด

ระยะแตกกอถึงตั้งท้อง

  • คุมไนโตรเจนไม่ให้ถึงระดับ 50 กิโลกรัมต่อไร่ ถ้าใบเขียวเข้มจัดอยู่แล้ว ให้ชะลอการใส่รอบถัดไป
  • ระบายน้ำเป็นช่วง ๆ ให้ผิวดินได้แห้งบ้าง ไม่ปล่อยให้แปลงชื้นแฉะตลอด
  • สำรวจแผลบนใบทุก 3–5 วันในช่วงฝนตกปรอยและน้ำค้างจัด บันทึกแผลเฉลี่ยไว้เทียบกับครั้งก่อน
  • ชีวภัณฑ์ที่ทางราชการแนะนำคือเชื้อไตรโคเดอร์มา อัตรา 1 กิโลกรัมต่อน้ำ 200 ลิตร เหมาะกับการใช้เชิงป้องกันต่อเนื่อง

ระยะก่อนออกรวง

  • ถ้าถึงเกณฑ์ ให้ใช้สารป้องกันกำจัดเชื้อราตามที่ทางราชการแนะนำ เช่น ไตรไซคลาโซล คาซูกาไมซิน อีดิเฟนฟอส ไอโซโพรไทโอเลน หรือคาร์เบนดาซิม ตามอัตราที่ฉลากระบุ ตัวอย่างอัตราในเอกสารของกรมส่งเสริมการเกษตรคือ บลาสติซิดิน เอส 2 เปอร์เซ็นต์ และอีดิเฟนฟอส 50 เปอร์เซ็นต์ อัตรา 20–25 ซีซีต่อน้ำ 20 ลิตร
  • หมุนเปลี่ยนกลุ่มสารออกฤทธิ์ระหว่างรอบ อย่าใช้ตัวเดิมซ้ำติดกัน เพราะเชื้อราโรคไหม้สร้างความต้านทานได้เร็ว
  • เลือกช่วงเวลาพ่นให้ละอองเกาะใบได้ดีและไม่ระเหยเร็ว อ่านเพิ่มที่คู่มือเลือกเวลาฉีดพ่น

ข้อผิดพลาดที่ทำให้พ่นโรคไหม้คอรวงแล้วไม่ได้ผล

ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยที่สุดคือพ่นหลังเห็นแผลที่คอรวงแล้ว ซึ่งสายเกินไป รองลงมาคือพ่นตอนแดดจัดลมแรงจนละอองไม่ถึงเป้า ใช้น้ำน้อยจนไม่ทั่วทรงพุ่ม ใช้สารตัวเดิมซ้ำจนเชื้อดื้อ และเร่งปุ๋ยไนโตรเจนควบคู่ไปกับการพ่นยา

  • รอให้เห็นอาการที่คอรวงก่อน คอรวงที่ช้ำแล้วรักษาไม่ได้ ในระยะเสี่ยงต้องตัดสินใจจากแผลบนใบธงและสภาพอากาศ
  • ใช้น้ำน้อยเกินไป นาที่ทรงพุ่มปิดแน่น ละอองต้องลงถึงใบล่าง ถ้าใช้น้ำต่อไร่น้อยกว่าฉลาก สารจะค้างแค่ยอด
  • พ่นผิดเวลา พ่นตอนเที่ยงแดดจัดทำให้ละอองระเหยก่อนถึงเป้า ส่วนพ่นตอนใบเปียกน้ำค้างจัดทำให้สารถูกเจือจางและไหลลงดิน
  • แยกโรคกับแมลงไม่ออก อาการข้าวแห้งเป็นหย่อมอาจมาจากเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลก็ได้ ลองเทียบกับวิธีสำรวจในแนวทางจัดการเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลในนาข้าวหลังฝน เพราะสองปัญหานี้แก้คนละทาง

เคสจริงจากแปลง

จากข้อมูลที่ทีมเราคุยกับเกษตรกรผ่านแชท มีสองเคสนิรนามที่สะท้อนเรื่องจังหวะและความเข้าใจได้ชัด

เคสแรกเป็นเกษตรกรนาข้าวพื้นที่ราว 250 ไร่ ทักมาช่วงข้าวใกล้เก็บเกี่ยว บอกว่ารอบนี้นาดีไม่มีปัญหา และถามแนวทางปุ๋ยทางใบไว้ล่วงหน้า โดยจะเริ่มเตรียมแปลงรอบใหม่ราวเดือนเมษายน สำหรับกรณีแบบนี้ หลักวิชาการที่ควรยึดคือ ช่วงใกล้เก็บเกี่ยวไม่ใช่จังหวะเพิ่มไนโตรเจนอีก ส่วนแผนรอบหน้าคือคุมเมล็ดพันธุ์ที่ 15–20 กิโลกรัมต่อไร่ และตั้งเพดานไนโตรเจนไม่ให้แตะ 50 กิโลกรัมต่อไร่ เพราะสองตัวนี้กำหนดว่าแปลงจะโปร่งหรือแน่นตลอดฤดู เคสนี้ยังไม่ถึงรอบปลูกใหม่ จึงยังไม่มีข้อมูลผลลัพธ์ให้รายงาน

เคสที่สองเป็นเกษตรกรนาข้าวที่ถามว่า ถ้าข้าวกำลังมีเพลี้ยระบาด จะพ่นอาหารเสริมทางใบไปด้วยได้ไหม คำถามนี้สะท้อนความเข้าใจที่ปนกันระหว่างปุ๋ยทางใบกับสารกำจัดแมลง หลักวิชาการที่ควรเข้าใจคือ ปุ๋ยทางใบ สารกำจัดแมลง และสารป้องกันกำจัดเชื้อราทำงานคนละหน้าที่ อาหารทางใบไม่ได้ฆ่าแมลงและไม่ได้ยับยั้งเชื้อรา การพ่นรวมกันโดยไม่แยกเป้าหมายทำให้ประเมินไม่ได้ว่าอะไรได้ผล ยิ่งช่วงตั้งท้องถึงออกรวงที่เสี่ยงที่สุด ควรสำรวจให้รู้ก่อนว่าปัญหาหลักคือแมลงหรือเชื้อรา แล้วค่อยเลือกให้ตรงปัญหา

คำถามที่พบบ่อย

โรคไหม้คอรวงข้าว รักษาให้หายได้ไหม

เมื่อคอรวงเป็นแผลช้ำสีน้ำตาลแล้ว รักษาไม่ได้ เพราะเนื้อเยื่อที่ลำเลียงอาหารไปเลี้ยงเมล็ดถูกทำลายถาวร รวงนั้นจะให้เมล็ดลีบหรือหักร่วง สิ่งที่ทำได้คือหยุดไม่ให้ลามไปรวงอื่น และวางแผนป้องกันตั้งแต่ระยะตั้งท้องในฤดูถัดไป

พ่นป้องกันโรคไหม้คอรวงตอนไหนดีที่สุด

จังหวะที่ดีที่สุดคือระยะตั้งท้อง ก่อนคอรวงโผล่พ้นกาบใบธง เพราะเนื้อเยื่อยังอ่อนและเชื้อยังไม่เข้าทำลาย การรอจนเห็นแผลที่คอรวงจะไม่ทัน ควรใช้แผลบนใบธงและน้ำค้างจัดเป็นสัญญาณตัดสินใจแทน

โรคไหม้คอรวงกับเมล็ดลีบจากเพลี้ย ดูต่างกันอย่างไร

โรคไหม้คอรวงจะเห็นรอยช้ำสีน้ำตาลที่ข้อต่อคอรวง และคอรวงเปราะหักง่าย ส่วนความเสียหายจากเพลี้ยมักเริ่มจากต้นเหลืองแห้งเป็นหย่อมจากโคนขึ้นมา และเจอตัวเพลี้ยเมื่อแหวกกอดูที่โคนต้น จึงควรแหวกกอดูทุกครั้งก่อนสรุปว่าเป็นโรค

ใส่ปุ๋ยไนโตรเจนเท่าไรถึงจะไม่เพิ่มความเสี่ยงโรคไหม้

เอกสารของกรมส่งเสริมการเกษตรระบุว่าไม่ควรใส่ไนโตรเจนถึงระดับ 50 กิโลกรัมต่อไร่ เพราะโรคไหม้จะพัฒนาอย่างรวดเร็ว แนวปฏิบัติที่ปลอดภัยคือแบ่งใส่เป็นรอบตามระยะข้าว และชะลอรอบถัดไปเมื่อใบเขียวเข้มจัดหรือเริ่มพบแผลบนใบ

ใช้เชื้อไตรโคเดอร์มาแทนสารเคมีได้ไหม

ใช้ได้ในเชิงป้องกันและลดการสะสมของเชื้อ อัตราที่ทางราชการแนะนำคือ 1 กิโลกรัมต่อน้ำ 200 ลิตร แต่เมื่อแผลถึงเกณฑ์ 2–3 แผลต่อใบและอากาศเอื้อต่อการระบาด ควรใช้สารป้องกันกำจัดเชื้อราร่วมด้วย เพื่อไม่ให้โรคขึ้นถึงคอรวง

แหล่งอ้างอิง

สรุป

โรคไหม้คอรวงข้าวเป็นโรคที่ตัดสินกันก่อนเห็นอาการ สิ่งที่ควบคุมผลลัพธ์จริง ๆ คือคุมอัตราเมล็ดพันธุ์ที่ 15–20 กิโลกรัมต่อไร่ให้แปลงโปร่ง ไม่ปล่อยให้ไนโตรเจนแตะระดับ 50 กิโลกรัมต่อไร่ และสำรวจแผลบนใบทุก 3–5 วันในช่วงน้ำค้างจัด เมื่อพบแผลเฉลี่ย 2–3 แผลต่อใบหรือกินพื้นที่ใบราว 5 เปอร์เซ็นต์ จึงตัดสินใจพ่น และในระยะตั้งท้องที่อากาศเอื้อ ให้ป้องกันล่วงหน้าก่อนคอรวงโผล่พ้นกาบเสมอ

หากต้องการคำแนะนำให้เหมาะกับแปลงของคุณ ทักทีมงานได้ที่นี่

อ่านต่อ

โรคขอบใบแห้งข้าว: แยกจากโรคไหม้ให้ออก และวิธีจัดการช่วงฝนปลายฤดู · ข้าวระยะตั้งท้อง: ใส่ปุ๋ยอะไร ดูแลน้ำอย่างไรให้รวงเต็ม · โรคเมล็ดด่างข้าว: อาการ ช่วงที่เชื้อเข้า และจังหวะพ่นที่ทันเวลา

พงษ์ปกรณ์ เศรษฐ์คุณาธิป — ผู้ดูแลแบรนด์เอฟอชและทีมให้คำปรึกษาเกษตรกร เขียนจากคำถามและปัญหาที่เจอในแปลงลูกค้าจริง
เกี่ยวกับผู้เขียน →
← กลับไปหน้าบทความ