โรคกาบใบแห้งข้าว: อาการ วิธีแยกจากกาบใบเน่า และการจัดการ

โรคกาบใบแห้งข้าว เกิดจากเชื้อรา Rhizoctonia solani ที่อาศัยอยู่ในดินและตอซัง เริ่มเข้าทำลายตั้งแต่ระยะแตกกอไปจนใกล้เก็บเกี่ยว โดยเป็นแผลสีเขียวปนเทาบนกาบใบใกล้ระดับน้ำ งานวิจัยไทยระบุว่าถ้าปล่อยให้แผลลามถึงใบธง ผลผลิตจะลดลงประมาณ 20% สิ่งที่ตัดสินผลจึงไม่ใช่การพ่นสารให้ถี่ขึ้น แต่เป็นการทำให้ทรงพุ่มโปร่ง คุมไนโตรเจนไม่ให้เกิน และสำรวจกาบใบล่างให้เจอแผลตั้งแต่ตอนที่ยังอยู่ต่ำกว่าใบธง
โรคกาบใบแห้งข้าวเกิดจากอะไร และระบาดช่วงไหน
โรคกาบใบแห้งข้าวเกิดจากเชื้อรา Rhizoctonia solani ที่อยู่ในดิน ตอซัง และวัชพืชในนา โดยสร้างเม็ดสเคลอโรเทียซึ่งพักตัวในดินได้นานถึง 2 ปี เชื้อเริ่มเข้าทำลายตั้งแต่ระยะแตกกอไปจนใกล้เก็บเกี่ยว และรุนแรงที่สุดเมื่อต้นข้าวแตกกอมากจนเบียดเสียดกันในช่วงอากาศชื้นจัด
ต่างจากโรคใบอื่นที่เชื้อมาจากอากาศ โรคนี้เชื้อมาจากพื้นนาของเราเอง สเคลอโรเทียที่ร่วงไว้ฤดูก่อนจะลอยขึ้นผิวน้ำเมื่อปล่อยน้ำเข้าแปลง แล้วไปติดกาบใบใกล้ระดับน้ำ เมื่อเข้าทำลายสำเร็จ เชื้อจะลามขึ้นตามกาบใบในแนวตั้ง และลามไปต้นข้างเคียงเมื่อใบแตะกัน แปลงที่เคยเป็นโรคหนักจึงมักเป็นซ้ำถ้าจัดการตอซังไม่ดี
อาการโรคกาบใบแห้งข้าวเป็นอย่างไร ต้องดูตรงไหนก่อน
อาการเริ่มที่กาบใบของใบล่างใกล้ระดับน้ำ เป็นแผลช้ำน้ำสีเขียวปนเทา ขนาดประมาณ 1–4 x 2–10 มิลลิเมตร ขอบแผลไม่คมชัดเหมือนรอยมีด ต่อมาแผลจะขยายแบบไม่จำกัดขนาดและลามขึ้นบนแผ่นใบ ในพันธุ์ที่อ่อนแอจะลามถึงใบธงและกาบหุ้มรวงได้
สิ่งที่พลาดกันบ่อยคือยืนมองจากคันนาแล้วเห็นยอดข้าวยังเขียวดีจึงคิดว่าแปลงปกติ แต่โรคนี้เดินจากล่างขึ้นบน ถ้าไม่แหวกกอดูที่ระดับน้ำจะไม่เห็นอะไรจนแผลขึ้นถึงใบธง ซึ่งเป็นตอนที่แก้ยากแล้ว

รอบสำรวจที่ใช้ได้จริงทำแบบนี้
- เดินสุ่มเป็นรูปตัว Z อย่างน้อย 10 จุดต่อแปลง เลี่ยงการเดินเฉพาะริมคันนาที่ต้นมักโปร่งกว่า
- แต่ละจุดให้แหวกกอแล้วมองกาบใบจากระดับน้ำขึ้นมาประมาณหนึ่งฝ่ามือ นี่คือโซนที่แผลแรกเกิด
- มองหาแผลช้ำน้ำสีเขียวปนเทาขอบไม่คม ถ้าโรคอยู่มานานจะเห็นเส้นใยสีขาวและเม็ดกลมเล็กสีน้ำตาล ซึ่งคือสเคลอโรเทีย
- จดว่าแผลสูงสุดอยู่ที่ใบที่เท่าไรนับจากใบธงลงมา ตัวเลขนี้ใช้ตัดสินใจได้ดีกว่าจำนวนกอที่เป็นโรค และสำรวจซ้ำทุก 5–7 วัน ถี่ขึ้นช่วงตั้งท้อง
แยกโรคกาบใบแห้งกับโรคกาบใบเน่าอย่างไร
ดูสามอย่างคือตำแหน่งแผล สีแผล และระยะข้าวที่พบ โรคกาบใบแห้งขึ้นที่กาบใบใกล้ระดับน้ำตั้งแต่ระยะแตกกอ แผลสีเขียวปนเทาขอบไม่คม ส่วนโรคกาบใบเน่าขึ้นที่กาบหุ้มรวงช่วงใกล้ออกรวง แผลสีน้ำตาลดำและมีเส้นใยสีขาวอมชมพูกลางแผล ซึ่งเป็นจุดชี้ขาดที่แยกสองโรคนี้ออกจากกัน
| ประเด็น | โรคกาบใบแห้ง | โรคกาบใบเน่า |
|---|---|---|
| เชื้อสาเหตุ | เชื้อรา Rhizoctonia solani | เชื้อรา Sarocladium oryzae |
| ตำแหน่งแผล | กาบใบล่างใกล้ระดับน้ำ แล้วลามขึ้นหาใบธง | กาบที่หุ้มรวง |
| สีและลักษณะแผล | ช้ำน้ำ สีเขียวปนเทา ขอบไม่คมชัด ขยายไม่จำกัดขนาด | สีน้ำตาลดำ กลางแผลมีกลุ่มเส้นใยสีขาวอมชมพู |
| ขนาดแผลที่มีรายงาน | ประมาณ 1–4 x 2–10 มิลลิเมตร | ประมาณ 2–7 x 4–18 มิลลิเมตร |
| ผลต่อผลผลิต | ผลผลิตลดราว 20% เมื่อแผลลามถึงใบธง | รวงโผล่ไม่พ้นกาบ เมล็ดลีบ เกี่ยวพันกับโรคเมล็ดด่าง |
อีกชื่อที่สับสนกันบ่อยคือโรคขอบใบแห้ง ซึ่งเกิดจากเชื้อแบคทีเรียและเริ่มจากขอบหรือปลายใบเข้ามา ไม่ใช่โรคเดียวกัน ถ้ายังไม่มั่นใจ ลองเทียบกับวิธีแยกอาการโรคขอบใบแห้งข้าว ก่อนเลือกสาร และถ้าแผลอยู่ที่คอรวงโดยตรงให้เทียบกับโรคไหม้คอรวงข้าว
สภาพแปลงแบบไหนทำให้โรคกาบใบแห้งรุนแรงขึ้น
สามปัจจัยที่ทำให้โรคหนักคือทรงพุ่มแน่น ไนโตรเจนเกิน และความชื้นสูง เอกสารวิชาการระบุว่ายิ่งข้าวแตกกอมากจนต้นเบียดกัน โรคยิ่งรุนแรง และพบอาการหนักในแปลงที่ใส่ไนโตรเจนอัตราสูง ส่วนสภาพอากาศที่เอื้อต่อเชื้อคืออุณหภูมิประมาณ 28–32 องศาเซลเซียส ร่วมกับความชื้นสัมพัทธ์สูงกว่า 90–95%
สามข้อนี้รวมกันแล้วปลายฤดูฝนของไทยครบเงื่อนไขพอดี ฝนตกสลับแดด อุณหภูมิกลางวันอยู่ในช่วงที่เชื้อชอบ และข้าวนาปีแตกกอเต็มที่จนใบปิดร่องระหว่างแถว เมื่อลมพัดผ่านไม่ได้ ใบในทรงพุ่มจะเปียกนานกว่าใบด้านบนหลายชั่วโมง

เรื่องปุ๋ยแก้ได้เร็วที่สุดแต่มักถูกมองข้าม การเร่งไนโตรเจนให้ใบเขียวเข้มและแตกกอดกคือการสร้างสภาพที่โรคชอบขึ้นมาเอง ทางที่สมดุลกว่าคือแบ่งใส่ตามระยะและเสริมโพแทสเซียมให้พอ ซึ่งเขียนไว้ละเอียดในการดูแลปุ๋ยและน้ำช่วงข้าวระยะตั้งท้อง ด้านพันธุ์ มีรายงานว่า กข47 ซึ่งต้านทานเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลได้ดี กลับอ่อนแอต่อโรคกาบใบแห้ง แปลงที่ใช้พันธุ์อ่อนแอควรสำรวจถี่กว่าปกติไว้ก่อน
ควรตัดสินใจพ่นเมื่อไหร่ และใช้อะไรเป็นเกณฑ์
โรคนี้ยังไม่มีเกณฑ์ระดับเศรษฐกิจที่ประกาศเป็นตัวเลขเดียวแบบแมลงศัตรูข้าว เกณฑ์ที่ใช้ได้จริงจึงคือตำแหน่งแผลที่สูงที่สุดเทียบกับใบธง ประกอบกับระยะข้าว ถ้าแผลยังอยู่ที่กาบใบล่างและข้าวยังไม่เข้าตั้งท้อง ให้เน้นจัดการสภาพแปลงก่อน แต่ถ้าแผลขึ้นถึงใบที่สองนับจากใบธงในช่วงตั้งท้อง นั่นคือจังหวะที่ควรลงมือ
ที่ยึดใบธงเพราะความเสียหายผูกกับมันโดยตรง รายงานไทยระบุว่าผลผลิตลดลงประมาณ 20% เมื่อโรคลามถึงใบธง บางการศึกษาให้ช่วงกว้างกว่านั้นที่ 20–40% ขึ้นกับความรุนแรง ใบธงและใบถัดลงมาส่งอาหารเข้าเมล็ดมากที่สุด ถ้าสองใบนี้ยังสมบูรณ์ แผลที่กาบใบล่างจะไม่แปลเป็นเมล็ดลีบมากนัก และเมื่อตัดสินใจพ่น จังหวะเวลากับคุณภาพละอองสำคัญไม่น้อยกว่าชนิดสาร เพราะต้องให้ละอองลงถึงกาบใบในทรงพุ่ม ไม่ใช่ค้างแค่ใบบน รายละเอียดอยู่ในคู่มือเลือกช่วงเวลาฉีดพ่น
จัดการโรคกาบใบแห้งข้าวแบบผสมผสานทำอย่างไร
เรียงจากสิ่งที่ลดแหล่งเชื้อและความชื้นก่อน แล้วจึงใช้ชีวภัณฑ์หรือสารเคมีเป็นชั้นสุดท้าย เพราะเชื้อสาเหตุอยู่ในดินและตอซังของแปลงเราเอง ถ้าไม่แก้ที่ความหนาแน่นของต้น ไนโตรเจน และการจัดการน้ำ การพ่นสารจะได้ผลสั้นและต้องพ่นซ้ำ
ก่อนปลูกและหลังเก็บเกี่ยว
- ไถกลบหรือเก็บตอซังฤดูก่อนให้ย่อยสลายจริง เพราะสเคลอโรเทียอยู่ในเศษซากได้นานถึง 2 ปี
- กำจัดวัชพืชในแปลงและบนคันนา เพราะเป็นทั้งพืชอาศัยของเชื้อและตัวเพิ่มความชื้น
- ลดอัตราเมล็ดพันธุ์ในแปลงที่เคยเป็นโรคหนัก และเว้นร่องให้ลมผ่าน เป้าหมายคือให้แสงลงถึงโคนกอ
ระหว่างฤดู
- แบ่งใส่ไนโตรเจนตามระยะแทนการใส่หนักครั้งเดียว และอย่าเร่งใบเพิ่มเมื่อพบแผลที่กาบใบแล้ว
- คุมระดับน้ำไม่ให้ลึกเกินจำเป็น ช่วงที่พบโรคให้ระบายน้ำให้แห้งสลับเป็นช่วงถ้าทำได้ เพื่อลดความชื้นที่โคนกอ
ชีวภัณฑ์และสารเคมีเมื่อจำเป็น
ชีวภัณฑ์มีงานวิจัยไทยรองรับพอสมควร แบคทีเรีย Bacillus siamensis สายพันธุ์ RRK1–Rif สูตรผงเปียกน้ำ ลดความรุนแรงของโรคได้ 36.56–48.82% และลดเปอร์เซ็นต์ต้นเป็นโรคต่อกอได้ 7.94–30.65% เมื่อประเมินที่ 21 วันหลังปลูกเชื้อ ส่วนเชื้อรา Trichoderma asperellum ยับยั้งการเจริญของเชื้อได้ 42.10% ในการทดสอบแบบ dual culture ตัวเลขเหล่านี้มาจากสภาพควบคุม จึงควรใช้ชีวภัณฑ์ช่วงที่โรคยังไม่รุนแรง ร่วมกับการจัดการทรงพุ่ม
ด้านสารเคมี งานวิจัยที่จำแนกเชื้อ Rhizoctonia ในนาข้าวไทยพบว่าในห้องปฏิบัติการ carbendazim ยับยั้งเชื้อได้ 100% และ azoxystrobin ร่วมกับ tebuconazole ยับยั้งได้ 85.06% ส่วนในระดับเรือนทดลอง azoxystrobin ร่วมกับ tebuconazole ควบคุมโรคได้ดีที่สุด ทั้งหมดเป็นผลในสภาพควบคุม ไม่ใช่คำแนะนำอัตราใช้สำหรับแปลงของท่าน ให้เลือกสารที่ขึ้นทะเบียนถูกต้อง ใช้อัตราตามฉลาก สอบถามอัตราที่เหมาะกับพื้นที่จากหน่วยงานเกษตรในพื้นที่ และสลับกลุ่มกลไกออกฤทธิ์เพื่อลดความเสี่ยงเชื้อดื้อสาร
ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยเวลาจัดการโรคกาบใบแห้ง
ที่ทำให้เสียผลผลิตมากที่สุดคือสำรวจจากข้างบนแต่โรคเดินจากข้างล่าง ตามด้วยการวินิจฉัยสลับกับโรคกาบใบเน่าหรือขอบใบแห้งแล้วใช้สารผิดกลุ่ม และการเร่งไนโตรเจนซ้ำเมื่อเห็นใบล่างแห้ง ซึ่งเติมเชื้อเพลิงให้โรคโดยตรง
- เห็นใบล่างแห้งแล้วเข้าใจว่าข้าวขาดปุ๋ย จึงใส่ไนโตรเจนเพิ่ม ทำให้ทรงพุ่มแน่นขึ้นและโรคลามเร็วขึ้น
- พ่นด้วยหัวพ่นและแรงดันที่ส่งละอองไปได้แค่ใบบน ขณะที่เป้าหมายจริงอยู่ที่กาบใบในทรงพุ่ม
- ใช้สารกลุ่มเดิมซ้ำทั้งฤดู และปลูกซ้ำด้วยอัตราเมล็ดพันธุ์เท่าเดิมในแปลงที่เคยเป็นโรค
เคสจริงจากแปลง
สองเคสนี้มาจากข้อมูลที่ทีมเราบันทึกไว้จากแชทของเกษตรกรที่ทักเข้ามา เล่าแบบไม่ระบุตัวบุคคล เฉพาะสิ่งที่บันทึกไว้จริง
เคสแรกเป็นเกษตรกรที่ปลูกทั้งส้มและข้าว ข้อมูลที่บันทึกไว้ระบุว่าข้าวเพิ่งเริ่มแตกกอ ส่วนส้มเริ่มเก็บผลขายแล้ว ไม่มีการบันทึกจังหวัดและจำนวนไร่ไว้ ประเด็นคือระยะเริ่มแตกกอตรงกับจุดที่เชื้อเริ่มเข้าทำลายพอดี สำหรับกรณีแบบนี้ หลักวิชาการที่ควรยึดคือเริ่มรอบสำรวจกาบใบล่างทันที ไม่ต้องรอให้เห็นอาการจากคันนา พร้อมกับคุมความหนาแน่นของต้นและแบ่งใส่ไนโตรเจนตามระยะ เพราะการตัดสินใจเรื่องปุ๋ยช่วงแตกกอกำหนดว่าทรงพุ่มช่วงตั้งท้องจะแน่นแค่ไหน
เคสที่สองเป็นคนทำนาที่ทักมาถามเรื่องการพ่นช่วงรับรวง โดยถามตรงว่าสิ่งที่พ่นจะช่วยป้องกันเชื้อราได้หรือไม่ สำหรับกรณีแบบนี้ หลักวิชาการที่ควรยึดคือแยกบทบาทให้ชัดระหว่างธาตุอาหารหรือสารเสริมประสิทธิภาพ ซึ่งทำหน้าที่ด้านโภชนาการและการเกาะติดของละออง กับสารป้องกันกำจัดโรคพืชที่ขึ้นทะเบียนเพื่อควบคุมเชื้อโดยตรง สองอย่างนี้แทนกันไม่ได้ และถ้าข้าวเข้าช่วงรับรวงแล้ว สิ่งที่ต้องประเมินก่อนคือแผลขึ้นถึงใบธงหรือยัง
คำถามที่พบบ่อย
โรคกาบใบแห้งข้าวกับโรคขอบใบแห้งต่างกันอย่างไร
ต่างกันทั้งเชื้อสาเหตุและจุดเริ่มของแผล โรคกาบใบแห้งเกิดจากเชื้อรา Rhizoctonia solani เริ่มเป็นแผลสีเขียวปนเทาที่กาบใบใกล้ระดับน้ำแล้วลามขึ้นหาใบธง ส่วนโรคขอบใบแห้งเกิดจากเชื้อแบคทีเรียและเริ่มจากขอบหรือปลายใบ ชื่อคล้ายกันแต่จัดการต่างกัน จึงต้องแยกให้ออกก่อนเลือกสาร
โรคกาบใบแห้งข้าวทำให้ผลผลิตลดลงเท่าไร
รายงานไทยระบุว่าผลผลิตลดลงประมาณ 20% เมื่อโรคลุกลามถึงใบธง บางการศึกษาให้ช่วงกว้างกว่านั้นที่ 20–40% ขึ้นกับความรุนแรง ความเสียหายจึงผูกกับตำแหน่งแผลมากกว่าจำนวนกอที่พบอาการ ถ้าแผลยังอยู่ที่กาบใบล่าง ผลต่อน้ำหนักเมล็ดจะยังจำกัด
ควรพ่นสารป้องกันโรคกาบใบแห้งตอนไหน
ควรพ่นเมื่อสำรวจพบแผลลามขึ้นใกล้ใบธงในช่วงที่ข้าวเข้าระยะตั้งท้อง ไม่ใช่พ่นตามปฏิทิน ถ้าแผลยังอยู่ที่กาบใบล่างและทรงพุ่มยังโปร่ง ให้จัดการเรื่องน้ำ ปุ๋ย และความหนาแน่นก่อน เพราะการพ่นช่วงที่ยังไม่พบแผลมักไม่คุ้มค่า และต้องพ่นให้ละอองลงถึงกาบใบในทรงพุ่ม
เชื้อโรคกาบใบแห้งอยู่ในดินได้นานแค่ไหน
เชื้อสร้างเม็ดสเคลอโรเทียที่พักตัวในดิน ตอซัง และวัชพืชในนาได้นานถึง 2 ปี และลอยขึ้นผิวน้ำเมื่อปล่อยน้ำเข้าแปลงจนไปติดกาบใบรอบใหม่ แปลงที่เคยระบาดหนักจึงมักเป็นซ้ำ การไถกลบให้ย่อยสลายจริงจึงคุ้มค่าที่สุดสำหรับฤดูถัดไป
แหล่งอ้างอิง
- วารสารวิทยาศาสตร์เกษตร — การจัดจำแนกชนิดและการใช้สารเคมีควบคุมเชื้อรา Rhizoctonia species สาเหตุโรคกาบใบแห้งของข้าว
- วารสารแก่นเกษตร — การประยุกต์ใช้ผงเชื้อ Trichoderma asperellum ต่อการควบคุมโรคกาบใบแห้งของข้าวที่เกิดจาก Rhizoctonia solani
- กรมวิชาการเกษตร — การศึกษาการป้องกันกำจัดเชื้อ Rhizoctonia solani โดยชีววิธี
- กรมการข้าว Rice Knowledge Bank — โรคกาบใบเน่า
- University of Arkansas Division of Agriculture — Rice Sheath Blight (FSA7583)
สรุป
โรคกาบใบแห้งข้าว เดินจากล่างขึ้นบน เชื้อ Rhizoctonia solani รออยู่ในดินและตอซังของแปลงเราเอง แล้วเริ่มเข้าทำลายที่กาบใบใกล้ระดับน้ำตั้งแต่ระยะแตกกอ ถ้าสำรวจแต่ยอดข้าวจะเห็นช้าเกินไป เกณฑ์ที่ใช้ได้จริงคือตำแหน่งแผลสูงสุดเทียบกับใบธง เพราะผลผลิตลดราว 20% เมื่อโรคลามถึงใบธง ลำดับที่ถูกคือลดแหล่งเชื้อและความชื้นในทรงพุ่มก่อน คุมไนโตรเจนให้พอดี แล้วจึงใช้ชีวภัณฑ์หรือสารเคมีที่ขึ้นทะเบียนตามฉลากเป็นชั้นสุดท้าย
หากต้องการคำแนะนำให้เหมาะกับแปลงของคุณ ทักทีมงานได้ที่นี่
เกี่ยวกับผู้เขียน →