หนอนห่อใบข้าว: วิธีนับใบเสียหาย เกณฑ์ตัดสินใจพ่น และช่วงที่ไม่ต้องพ่น

โดย · เผยแพร่ 29 กันยายน 2569
หนอนห่อใบข้าว: วิธีนับใบเสียหาย เกณฑ์ตัดสินใจพ่น และช่วงที่ไม่ต้องพ่น

เห็นใบข้าวม้วนเป็นหลอดและมีรอยขาวเป็นทาง ไม่ได้หมายความว่าต้องรีบพ่นสาร เกณฑ์ของกรมการข้าวคือพ่นเมื่อพบผีเสื้อ หนอนห่อใบข้าว 4–5 ตัวต่อตารางเมตร ร่วมกับใบข้าวถูกทำลายมากกว่า 15% ในข้าวอายุ 15–40 วัน หรือใบถูกทำลาย 10% ในระยะข้าวมีใบธง ถ้ายังไม่ถึงเกณฑ์ ข้าวระยะแตกกอสร้างใบใหม่ชดเชยได้เอง และการพ่นเร็วเกินไปยังทำลายศัตรูธรรมชาติจนเสี่ยงเจอปัญหาหนักกว่าเดิมในระยะตั้งท้อง

หนอนห่อใบข้าวคืออะไร ทำลายข้าวตรงไหน

หนอนห่อใบข้าว (Cnaphalocrocis medinalis) เป็นหนอนของผีเสื้อกลางคืนที่ใช้เส้นใยดึงขอบใบข้าวสองด้านเข้าหากันจนเป็นหลอด แล้วอยู่ข้างในขูดกินผิวใบ เหลือแถบสีขาวยาวตามใบ ความเสียหายจริงไม่ใช่รอยขาวที่เห็น แต่เป็นพื้นที่ใบเขียวที่หายไปจากการสังเคราะห์แสง

ตัวเต็มวัยเข้าแปลงตั้งแต่ข้าวยังเล็ก และวางไข่บนใบอ่อน โดยเฉพาะใบที่ 1–2 จากยอด ซึ่งนิ่มและมีไนโตรเจนสูงที่สุดในกอ นาที่ใส่ไนโตรเจนหนักจนใบเขียวเข้มแน่นทึบจึงถูกเข้ามากกว่า เมื่อข้าวเข้าระยะสร้างรวง หนอนจะย้ายไปกินใบธง ซึ่งกรมส่งเสริมการเกษตรระบุว่าทำให้เมล็ดลีบและน้ำหนักเก็บเกี่ยวลดลง

อาการใบข้าวถูกห่อ แยกจากสาเหตุอื่นอย่างไร

ใบที่หนอนห่อใบข้าวทำลายจะมีขอบใบสองข้างถูกดึงมาติดกันด้วยเส้นใยเป็นหลอด ภายในมีมูลสีเข้ม และผิวใบด้านในถูกขูดเป็นแถบสีขาวขนานกับเส้นใบ ถ้าคลี่ใบแล้วไม่พบเส้นใยหรือมูล แถบขาวนั้นมักมาจากสาเหตุอื่นซึ่งจัดการคนละแบบ จุดตรวจที่ช่วยแยกได้เร็วมีดังนี้

  • คลี่ใบที่ม้วนออกดู พบหนอนตัวเรียวสีเขียวอมเหลือง หรือพบคราบกับมูลสีเข้มข้างใน ยืนยันว่าเป็นหนอนห่อใบข้าว
  • ใบกางปกติ มีแถบขาวขอบคม ไม่มีเส้นใยยึด มักเป็นรอยดูดของเพลี้ยไฟหรือไรขาว ใช้สารกลุ่มเดียวกันไม่ได้
  • ใบแห้งลามจากขอบเข้าหากลางใบเป็นทางสีเหลืองอมน้ำตาล ไม่มีรอยขูดผิวใบ ให้สงสัยกลุ่มโรค
ใบข้าวเสียหายเห็นรอยขูดกินสีขาวเป็นทาง ร่องรอยทำลายของหนอนห่อใบข้าว
รอยขูดผิวใบเป็นแถบขาวขนานเส้นใบ คือร่องรอยที่ใช้แยกหนอนห่อใบข้าวออกจากโรคที่ขอบใบ

ต้องนับใบเสียหายกี่เปอร์เซ็นต์ถึงควรพ่น

กรมการข้าวกำหนดให้พ่นสารเมื่อพบผีเสื้อหนอนห่อใบข้าว 4–5 ตัวต่อตารางเมตร ร่วมกับใบข้าวถูกทำลายมากกว่า 15% ในข้าวอายุ 15–40 วัน หรือใบถูกทำลาย 10% ในระยะข้าวมีใบธง โดยให้ใช้สารป้องกันกำจัดแมลงประเภทดูดซึม ถ้ายังไม่ถึงเกณฑ์ ให้กลับไปสำรวจซ้ำทุก 5–7 วันแทนการพ่น

ตัวเลข 15% กับ 10% ใช้ได้จริงก็ต่อเมื่อนับออกมาเป็นเปอร์เซ็นต์ ไม่ใช่กะด้วยตา เพราะใบที่ถูกห่อจะเด่นกว่าที่เป็นจริงเสมอ วิธีนับที่ใช้ได้ในแปลงคือ

  1. เดินซิกแซกเข้ากลางแปลง สุ่ม 10 จุด อย่าเก็บจากขอบแปลงอย่างเดียว เพราะขอบแปลงมักเสียหายมากกว่า
  2. แต่ละจุดเลือก 1 กอ (หรือ 1 ตารางเมตรในนาหว่าน) นับใบเขียวทั้งหมด แล้วนับเฉพาะใบที่มีรอยห่อหรือรอยขูดขาว
  3. คิดเปอร์เซ็นต์จากใบที่เสียหาย หารด้วยใบทั้งหมด คูณ 100 แล้วเฉลี่ยทั้ง 10 จุด ถ้าข้าวมีใบธงแล้ว ให้นับเฉพาะใบธงและใบที่ 2 จากยอด เพราะสองใบนี้ส่งอาหารเข้ารวง
  4. นับผีเสื้อควบคู่ไปด้วย โดยแหวกกอแล้วนับตัวที่บินขึ้นในกรอบ 1 ตารางเมตร ตอนเช้าตรู่หรือเย็น
ระยะข้าว เกณฑ์ใบถูกทำลาย สิ่งที่ควรทำ
อายุ 15–40 วัน (ระยะแตกกอ) มากกว่า 15% ร่วมกับผีเสื้อ 4–5 ตัวต่อตารางเมตร พ่นสารป้องกันกำจัดแมลงประเภทดูดซึม
อายุ 15–40 วัน ที่ยังต่ำกว่าเกณฑ์ ไม่เกิน 15% ไม่พ่น สำรวจซ้ำทุก 5–7 วัน คุมไนโตรเจน
ระยะข้าวมีใบธง (ตั้งท้อง–ออกรวง) 10% พ่นสารประเภทดูดซึม นับเฉพาะใบธงและใบที่ 2
ระยะเมล็ดแข็งถึงสุกแก่ ไม่มีเกณฑ์กำหนด ยึดระยะปลอดภัยบนฉลากเป็นหลัก

พบหนอนห่อใบข้าวแล้วไม่พ่น จะเสียหายไหม

ในระยะแตกกอที่ใบเสียหายต่ำกว่าเกณฑ์ ข้าวสร้างใบใหม่ชดเชยได้ IRRI ระบุว่าข้าวพันธุ์ปัจจุบันชดเชยความเสียหายของใบที่เกิดในระยะการเจริญเติบโตทางลำต้นและใบได้โดยทั่วไป และการใช้สารฆ่าแมลงช่วงต้นฤดูส่วนใหญ่ให้ผลตอบแทนทางเศรษฐกิจน้อยหรือไม่มีเลย สิ่งที่ต้องระวังจริงคือความเสียหายบนใบธงในระยะสร้างรวง

ความต่างอยู่ที่จำนวนใบสำรอง ระยะแตกกอข้าวยังแตกใบใหม่ได้ ใบที่เสียไปจึงถูกแทนที่ได้ แต่ระยะออกรวงข้าวหยุดสร้างใบใหม่ น้ำตาลที่สะสมในเมล็ดมาจากใบธงเป็นหลัก เมื่อใบนั้นถูกขูดกิน เมล็ดจะลีบโดยไม่มีอะไรมาชดเชย

อีกเรื่องที่มักถูกมองข้ามคือศัตรูธรรมชาติ IRRI ระบุว่าศัตรูธรรมชาติหลากหลายชนิดควบคุมหนอนห่อใบข้าวไว้ได้ตามปกติ ทั้งตัวห้ำอย่างแมงมุมกับแมลงช้างปีกใส และแตนเบียนที่เข้าทำลายหนอนกับดักแด้ การพ่นสารต้นฤดูทำให้สัตว์กลุ่มนี้หายไป และเปิดทางให้แมลงศัตรูชนิดรองระบาดตามมา โดยเฉพาะกลุ่มเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล

รวงข้าวและใบธงระยะติดเมล็ด จุดที่ต้องเฝ้าระวังหนอนห่อใบข้าวมากที่สุด
เมื่อข้าวมีใบธงแล้ว เกณฑ์เข้มขึ้นเป็นใบถูกทำลาย 10% เพราะใบธงส่งอาหารเข้ารวงโดยตรง

จัดการหนอนห่อใบข้าวแบบผสมผสานทำอย่างไร

เริ่มจากคุมปุ๋ยไนโตรเจนไม่ให้ใบเขียวหนาเกินไป กรมส่งเสริมการเกษตรระบุว่าเมื่อเริ่มมีการระบาดไม่ควรใช้ปุ๋ยไนโตรเจนเกิน 5 กิโลกรัมต่อไร่ ควบคู่กับการสำรวจทุก 5–7 วัน รักษาศัตรูธรรมชาติไว้ และพ่นสารเฉพาะเมื่อผลการนับถึงเกณฑ์เท่านั้น

ระยะกล้าถึงก่อนตั้งท้อง

  • อย่าหว่านถี่เกินไป ทรงพุ่มแน่นทึบทำให้แสงลงไม่ถึงโคนกอ และละอองสารเข้าถึงยาก
  • แบ่งใส่ไนโตรเจนหลายครั้งตามระยะ ดีกว่าอัดรอบเดียวหนัก ๆ ซึ่งทำให้ใบอ่อนเขียวจัดพร้อมกันทั้งแปลงและดึงผีเสื้อเข้ามาวางไข่
  • นับเปอร์เซ็นต์ใบเสียหายทุก 5–7 วัน จดตัวเลขไว้เทียบกัน และเก็บศัตรูธรรมชาติไว้ แมงมุมตามใบและโคนกอช่วยกดจำนวนหนอนทุกวัน

ระยะใบธงถึงออกรวง

  • เปลี่ยนมาโฟกัสที่ใบธงและใบที่ 2 และใช้เกณฑ์ 10% ตามที่กรมการข้าวกำหนด
  • ระยะนี้โรคกับแมลงมักมาพร้อมกัน ถ้าจะพ่นอะไร ควรอ่านเรื่องโรคไหม้คอรวงข้าวประกอบ และตรวจระยะปลอดภัยบนฉลากทุกครั้ง

เมื่อถึงเกณฑ์แล้ว พ่นให้ถึงตัวหนอน

หนอนอยู่ในหลอดใบ ไม่ได้เกาะเปิดโล่งบนผิวใบ ละอองที่ตกแค่ยอดกอจึงเข้าไม่ถึงตัวหนอน นี่คือเหตุผลที่กรมการข้าวระบุให้ใช้สารประเภทดูดซึมซึ่งเคลื่อนเข้าไปในเนื้อใบได้ และเหตุผลที่ต้องใช้น้ำพอเปียกทั่วทรงพุ่ม เรื่องอุณหภูมิ ลม และเวลาที่ควรเลี่ยง อ่านเพิ่มในบทความเรื่องช่วงเวลาที่ควรฉีดพ่น

สารที่ใช้ได้กับหนอนห่อใบข้าว และสารที่ต้องเลี่ยง

กรมส่งเสริมการเกษตรระบุอัตราการใช้ต่อน้ำ 20 ลิตร ได้แก่ ฟิโปรนิล 5% SC อัตรา 30–50 มิลลิลิตร เบนซัลแทป 10–20 กรัม และคาร์โบซัลแฟน 80–110 มิลลิลิตร ส่วนกรมการข้าวเตือนไม่ให้ใช้สารชนิดเม็ดและสารกลุ่มไพรีทรอยด์สังเคราะห์ในข้าวอายุหลังหว่าน 40 วัน

สาร อัตราต่อน้ำ 20 ลิตร ข้อสังเกตในการใช้
ฟิโปรนิล 5% SC 30–50 มิลลิลิตร ประเภทดูดซึม เหมาะกับหนอนที่หลบในหลอดใบ
เบนซัลแทป 10–20 กรัม ผสมให้ละลายดีก่อนเติมลงถังใหญ่ ไม่เทผงลงถังตรง ๆ
คาร์โบซัลแฟน 80–110 มิลลิลิตร สวมอุปกรณ์ป้องกันครบ เคร่งครัดเรื่องระยะปลอดภัย

การใช้จริงต้องอ่านฉลากเสมอ เพราะความเข้มข้นแต่ละสูตรไม่เท่ากันและระยะปลอดภัยต่างกัน ส่วนสิ่งที่ควรเลี่ยงมีดังนี้

  • สารชนิดเม็ดในข้าวอายุหลังหว่าน 40 วัน กรมการข้าวระบุว่าไม่ควรใช้ในช่วงนี้
  • ไพรีทรอยด์สังเคราะห์และสารผสมไพรีทรอยด์ในข้าวอายุหลังหว่าน 40 วัน เพราะศัตรูธรรมชาติจะถูกทำลาย และทำให้หนอนห่อใบข้าวระบาดรุนแรงได้ในระยะตั้งท้องถึงออกรวง
  • พ่นสารกลุ่มเดิมซ้ำต่อเนื่อง พาไปสู่แมลงต้านทานสาร ควรสลับกลุ่มกลไกออกฤทธิ์เมื่อต้องพ่นมากกว่าหนึ่งครั้ง

ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยเรื่องหนอนห่อใบข้าว

ข้อผิดพลาดที่ทำให้เสียเงินมากที่สุดคือพ่นทันทีที่เห็นใบขาว โดยไม่ได้นับว่าใบเสียหายกี่เปอร์เซ็นต์ รองลงมาคือใช้ไพรีทรอยด์ในนาข้าวอายุเกิน 40 วัน และพ่นเฉพาะยอดกอจนละอองไม่ถึงหลอดใบที่หนอนหลบอยู่

  1. ตัดสินจากความรู้สึก ไม่ใช่จากตัวเลข ใบที่ถูกห่อมีสีขาวตัดกับใบเขียว ทำให้แปลงที่เสียหาย 5% ดูเหมือนเสียหายครึ่งแปลง การสุ่มนับ 10 จุดใช้เวลาไม่ถึงครึ่งชั่วโมงแต่เปลี่ยนคำตอบได้
  2. ใช้ไพรีทรอยด์เพราะเห็นผลเร็ว หนอนตายทันตา แต่ตัวห้ำตัวเบียนตายด้วย ผลย้อนกลับมาเป็นการระบาดรุนแรงในระยะตั้งท้องถึงออกรวง
  3. นับใบล่างในระยะออกรวง และพ่นน้ำน้อยจนละอองไม่ถึงกลางกอ อย่างแรกทำให้เปอร์เซ็นต์สูงเกินจริง อย่างหลังทำให้จ่ายค่าสารเต็มแต่คุมได้บางส่วน

เคสจริงจากแปลง

สองเคสด้านล่างมาจากข้อความที่เกษตรกรทักเข้ามาถามทีมเราจริง เล่าแบบไม่ระบุตัวตนและเฉพาะสิ่งที่บันทึกไว้ ส่วนแนวทางต่อท้ายเป็นหลักวิชาการสำหรับกรณีลักษณะนั้น ไม่ใช่ผลที่เกิดขึ้นในแปลงเหล่านั้น

เกษตรกรเชียงใหม่ พื้นที่ 3.4 ไร่ ปลูกข้าวโพด ลำไย และข้าว

เคสนี้ทักมาถามวิธีดูแลข้าวช่วงออกรวงก่อนเก็บเกี่ยว พร้อมถามเรื่องหนอนแมลงในลำไยและการใช้กับข้าวโพดในคราวเดียวกัน ข้อมูลที่มีระบุไว้เท่านี้ ไม่ได้บอกว่าข้าวเจอปัญหาอะไรอยู่

สำหรับกรณีแบบนี้ หลักวิชาการที่ควรยึดคือ ข้าวที่เข้าระยะออกรวงต้องเปลี่ยนเกณฑ์จากใบถูกทำลาย 15% มาเป็น 10% และนับเฉพาะใบธงกับใบที่ 2 จากยอด อีกเรื่องที่สำคัญไม่แพ้กันในแปลงเล็กที่ปลูกหลายพืชรวมกันคือ หนอนในลำไย ในข้าวโพด และในข้าว เป็นแมลงต่างชนิดกัน ใช้เกณฑ์ร่วมกันไม่ได้ ต้องแยกนับเป็นพืชต่อพืช และเมื่อข้าวใกล้เก็บเกี่ยว ระยะปลอดภัยบนฉลากเป็นข้อจำกัดที่ต้องดูก่อน

เกษตรกรที่ปลูกข้าวและข้าวโพด แจ้งว่ามีปัญหาหนอนรบกวน

เคสนี้แจ้งว่ามีปัญหาหนอนรบกวนในแปลง และถามเรื่องการผสมใช้ร่วมกับยากำจัดหนอน ข้อมูลที่บันทึกไว้ไม่ได้ระบุจังหวัด พื้นที่ หรือชนิดหนอน

สำหรับกรณีแบบนี้ หลักวิชาการที่ควรยึดคือ ต้องระบุชนิดหนอนในแต่ละพืชให้ได้ก่อนคิดเรื่องสาร เพราะข้าวกับข้าวโพดเจอหนอนต่างกลุ่มกัน ในข้าวให้คลี่ใบดูเส้นใยและมูลในหลอดใบเพื่อยืนยันหนอนห่อใบข้าว แล้วนับเปอร์เซ็นต์ใบเสียหายเทียบเกณฑ์ 15% หรือ 10% ตามระยะ ส่วนข้าวโพดใช้เกณฑ์อีกชุดหนึ่ง ซึ่งอ่านได้ในบทความเรื่องหนอนกระทู้ข้าวโพดลายจุด ลำดับที่ถูกคือระบุชนิด นับให้ถึงเกณฑ์ แล้วจึงเลือกสาร

คำถามที่พบบ่อย

ใบข้าวเป็นทางขาวแต่คลี่ใบแล้วไม่เจอหนอน เกิดจากหนอนห่อใบข้าวไหม

ให้ดูที่เส้นใยกับมูลเป็นหลัก ถ้ายังมีเส้นใยยึดขอบใบและมูลสีเข้มค้างข้างใน แปลว่าหนอนห่อใบข้าวเคยอยู่แล้วเข้าดักแด้หรือถูกศัตรูธรรมชาติจัดการไป แต่ถ้าใบกางปกติ ไม่มีเส้นใยและมูล แถบขาวนั้นมักมาจากเพลี้ยไฟ ไรขาว หรือกลุ่มโรค

พ่นสารกำจัดหนอนห่อใบข้าวตอนข้าวออกรวงแล้วยังทันไหม

ทันถ้าใบธงยังเขียวอยู่และการนับถึงเกณฑ์ 10% เพราะเป้าหมายของการพ่นระยะนี้คือรักษาใบธงที่เหลือไว้ส่งอาหารเข้าเมล็ดต่อ ไม่ใช่กู้ใบที่ถูกกินไปแล้ว แต่ถ้าเข้าระยะเมล็ดแข็งถึงสุกแก่ น้ำหนักเมล็ดถูกกำหนดไปเกือบหมดแล้ว

ใส่ปุ๋ยไนโตรเจนเยอะทำให้หนอนห่อใบข้าวระบาดหนักขึ้นจริงไหม

จริงในทางปฏิบัติ กรมส่งเสริมการเกษตรระบุว่าเมื่อเริ่มมีการระบาดไม่ควรใช้ปุ๋ยไนโตรเจนเกิน 5 กิโลกรัมต่อไร่ เพราะไนโตรเจนสูงทำให้ใบอ่อนนิ่มและเขียวจัด ซึ่งเป็นใบที่ผีเสื้อเลือกวางไข่ ทั้งยังทำให้ทรงพุ่มแน่นทึบจนละอองสารเข้าถึงกลางกอยาก

พ่นสารไปแล้วทำไมยังเจอหนอนห่อใบข้าวอีก

สาเหตุที่พบบ่อยที่สุดคือละอองไม่ถึงตัวหนอนที่หลบในหลอดใบกลางทรงพุ่ม ตามมาด้วยการพ่นสารที่ไม่ใช่ประเภทดูดซึม และผีเสื้อรุ่นใหม่บินเข้าจากนาข้างเคียงหลังพ่น ทางแก้คือพ่นให้เปียกถึงกลางกอ เลือกสารประเภทดูดซึม และนับใบซ้ำใน 5–7 วันเพื่อดูว่าตัวเลขลงจริงหรือไม่

แหล่งอ้างอิง

อ่านต่อ

เพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลในนาข้าวหลังฝน · โรคไหม้คอรวงข้าว · ฉีดพ่นตอนไหนดี

สรุป

หัวใจของการจัดการหนอนห่อใบข้าวไม่ได้อยู่ที่การหาสารที่แรงที่สุด แต่อยู่ที่การนับให้ได้ตัวเลขก่อนตัดสินใจ คลี่ใบดูเส้นใยกับมูลเพื่อยืนยันชนิด สุ่มนับ 10 จุดหาเปอร์เซ็นต์ใบเสียหาย แล้วเทียบเกณฑ์ 15% ในข้าวอายุ 15–40 วัน หรือ 10% ในระยะใบธง

หากต้องการคำแนะนำให้เหมาะกับแปลงของคุณ ทักทีมงานได้ที่นี่

พงษ์ปกรณ์ เศรษฐ์คุณาธิป — ผู้ดูแลแบรนด์เอฟอชและทีมให้คำปรึกษาเกษตรกร เขียนจากคำถามและปัญหาที่เจอในแปลงลูกค้าจริง
เกี่ยวกับผู้เขียน →
← กลับไปหน้าบทความ