หนอนกออ้อย: วิธีสังเกตยอดแห้ง เกณฑ์ 10% และการจัดการแบบผสมผสาน

ยอดอ้อยแห้งเป็นสีน้ำตาลทั้งที่ใบล่างยังเขียวดี ให้สงสัยหนอนกออ้อยไว้ก่อน เพราะหนอนกลุ่มนี้เจาะเข้าไปกินส่วนที่กำลังเจริญเติบโตข้างในหน่อหรือในลำ ยอดจึงตายทั้งที่ยังไม่เห็นตัวหนอน เกณฑ์ที่กรมวิชาการเกษตรใช้คือพบยอดเหี่ยว 10 เปอร์เซ็นต์จึงเริ่มพ่นสาร และหนอนกอลายจุดเล็กชนิดเดียวทำให้ผลผลิตเสียหายได้ 5-40 เปอร์เซ็นต์
หนอนกออ้อยคืออะไร ระบาดหนักช่วงไหนของปี
หนอนกออ้อยคือหนอนผีเสื้อกลางคืนหลายชนิดที่เจาะเข้าไปอยู่ในหน่อและในลำอ้อย กินส่วนที่กำลังเจริญเติบโตจนยอดแห้งตาย พบได้ทุกระยะตั้งแต่แทงหน่อจนใกล้เก็บเกี่ยว แต่ระบาดรุนแรงที่สุดในช่วงอากาศร้อนแห้งและฝนทิ้งช่วง โดยอ้อยอายุหนึ่งเดือนครึ่งถึงสี่เดือนอ่อนแอที่สุด
ความแห้งแล้งทำให้ระบาดหนักขึ้น เพราะอ้อยขาดน้ำจะลำเล็ก เนื้อเยื่ออ่อน หนอนเจาะเข้าง่าย พร้อมกับที่แตนเบียนและแมลงห้ำในแปลงลดจำนวนลง รอยต่อปลายฝนเข้าหน้าแล้งจึงต้องเพิ่มความถี่การสำรวจ ไม่ใช่ลดลงเพราะคิดว่าฝนหมดแล้วแมลงน่าจะซา
จุดที่ต่างจากเพลี้ยคือเมื่อหนอนเข้าไปอยู่ในลำแล้ว สารที่พ่นทางใบแทบไม่มีโอกาสสัมผัสตัวหนอน จึงต้องชิงจังหวะช่วงไข่และหนอนวัยแรก
อ้อยยอดแห้ง เกิดจากหนอนกอชนิดไหน
ยอดอ้อยแห้งตายเกิดจากหนอนกอได้หลายชนิด แยกจากตำแหน่งและจำนวนรูเจาะ หนอนกอลายจุดเล็กเจาะโคนหน่อระดับผิวดินเป็นรูเล็กหลายรู หนอนกอสีชมพูเจาะโคนยอดเพียง 1-2 รู หนอนกอสีขาวเจาะเส้นกลางใบยอดที่เพิ่งคลี่จนใบพรุน ส่วนหนอนกอลายจุดใหญ่เจาะเข้าลำในระยะย่างปล้อง
| ชนิดหนอนกอ | จุดที่เข้าทำลาย | อาการที่เห็นในแปลง | ระยะอ้อยที่พบบ่อย |
|---|---|---|---|
| หนอนกอลายจุดเล็ก | โคนหน่อระดับผิวดิน | รูเจาะขนาดเล็กหลายรู ยอดแห้งตาย | ระยะแตกกอ |
| หนอนกอสีชมพู | โคนยอดที่กำลังเจริญเติบโต | รูทำลาย 1-2 รู ยอดแห้งตาย | ระยะแตกกอ |
| หนอนกอสีขาว | เส้นกลางใบยอดที่เพิ่งคลี่ | ใบยอดมีรูพรุน ใบหงิกงอ อาการแตกยอดพุ่ม | แตกกอถึงเริ่มย่างปล้อง |
| หนอนกอลายจุดใหญ่ | เจาะเข้าไปอยู่ในลำ | รูเจาะรูเดียว ห่างจุดวางไข่ราว 1 ปล้อง เนื้อในลำถูกกินเหลือแต่เปลือก | ย่างปล้องถึงเป็นลำ |
กรมส่งเสริมการเกษตรระบุว่าชนิดที่ต้องเฝ้าระวังในระยะแตกกอมี 3 ชนิด คือหนอนกอสีชมพู หนอนกอสีขาว และหนอนกอลายจุดเล็ก ส่วนข้อมูลจากห้องสมุดเพื่อเกษตรกรไทย มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ระบุว่าหนอนกอลายจุดใหญ่อยู่รวมกันในลำเดียวได้ถึง 300-400 ตัว กินเนื้ออ้อยจนเหลือแต่เปลือก จึงเสียทั้งน้ำหนักและความหวาน

วิธีสำรวจแปลงอ้อยให้เจอหนอนกอก่อนลุกลาม
เดินสำรวจสัปดาห์ละครั้งเป็นอย่างน้อย เดินซิกแซกข้ามร่องอ้อย สุ่มนับจุดละ 20 กอ ให้ทั่วแปลงอย่างน้อย 5 จุด นับยอดที่เหี่ยวหรือแห้งเทียบกับยอดทั้งหมดในจุดนั้นแล้วคิดเป็นเปอร์เซ็นต์ จดตัวเลขทุกครั้งเพื่อเทียบว่ากำลังเพิ่มหรือทรงตัว
อย่าเชื่อเฉพาะสายตาจากคันแปลง เพราะยอดแห้งช่วงแรกซ่อนอยู่กลางกอ วิธีที่แน่กว่าคือดึงยอดที่สงสัยขึ้นมาเบา ๆ ถ้าหลุดง่ายและโคนมีกลิ่นเหม็นเน่าปนขุยละเอียดสีน้ำตาล นั่นคือร่องรอยการเจาะ ไม่ใช่อาการขาดน้ำ แล้วผ่าโคนหน่อตามยาวดูว่าหนอนยังอยู่ข้างในหรือไม่
- เพิ่มเป็นสัปดาห์ละสองครั้งเมื่อฝนทิ้งช่วงติดต่อกันหลายวัน และสุ่มทั้งกลางแปลงกับขอบแปลง เพราะขอบแปลงที่ติดแนวหญ้ามักพบก่อน
- พลิกดูใบยอดที่เพิ่งคลี่ ถ้าพบรูพรุนเรียงตามเส้นกลางใบให้สงสัยหนอนกอสีขาว และมองหากลุ่มไข่เป็นแผ่นแบนบนใบ เพราะช่วงพบไข่คือจังหวะทองของการใช้แตนเบียนไข่
ยอดแห้งกี่เปอร์เซ็นต์ถึงต้องพ่นสาร
กรมวิชาการเกษตรแนะนำให้เริ่มพ่นเมื่ออ้อยอายุประมาณ 1 เดือนและพบยอดเหี่ยว 10 เปอร์เซ็นต์ โดยใช้เดลทาเมทริน 3% อีซี อัตรา 10 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร พ่น 2-3 ครั้ง ห่างกัน 14 วัน หากระบาดมากกว่า 10 เปอร์เซ็นต์ จึงเปลี่ยนไปใช้กลุ่มสารที่เจาะจงหนอนมากขึ้น และใช้น้ำ 60 ลิตรต่อไร่
| สารที่แนะนำ | อัตราต่อน้ำ 20 ลิตร | ใช้เมื่อ |
|---|---|---|
| เดลทาเมทริน 3% อีซี | 10 มิลลิลิตร | อ้อยอายุราว 1 เดือน พบยอดเหี่ยว 10% พ่น 2-3 ครั้ง ห่าง 14 วัน |
| อินดอกซาคาร์บ 15% อีซี | 15 มิลลิลิตร | พบการระบาดมากกว่า 10% |
| คลอแรนทรานิลิโพรล 5.17% เอสซี | 60-80 มิลลิลิตร | พบการระบาดมากกว่า 10% |
| ลูเฟนนูรอน 5% อีซี | 20 มิลลิลิตร | พบการระบาดมากกว่า 10% |
ตัวเลข 60 ลิตรต่อไร่ไม่ใช่รายละเอียดปลีกย่อย เพราะเป้าหมายของการพ่นหนอนกอคือโคนกอและซอกใบยอด ไม่ใช่หลังใบ ถ้าใช้น้ำน้อยกว่านี้มาก ละอองจะเกาะแค่ใบชั้นบน ส่วนช่วงเวลาและสภาพอากาศตอนพ่นก็มีผลไม่แพ้อัตราสาร ซึ่งเราเขียนแยกไว้ใน ฉีดพ่นตอนไหนดี อุณหภูมิ ลม ความชื้น
เดลทาเมทรินเป็นสารออกฤทธิ์กว้าง กระทบแตนเบียนและแมลงห้ำด้วย ถ้าจะปล่อยแตนเบียนรอบนั้นควรเว้นระยะจากการพ่น
จัดการหนอนกออ้อยแบบผสมผสานอย่างไร
ต้องใช้สามขาประกอบกัน คือเขตกรรมเพื่อลดแหล่งอาศัยและทำให้อ้อยแข็งแรง ชีววิธีด้วยการปล่อยแตนเบียนในจังหวะที่พบไข่หรือหนอนวัยแรก และสารเคมีเฉพาะเมื่อการสำรวจถึงเกณฑ์ ใช้ขาเดียวมักกลับมาระบาดซ้ำในรอบตอถัดไป
เขตกรรม ทำก่อนและถูกที่สุด
เลือกท่อนพันธุ์จากแปลงที่ไม่มีประวัติระบาด ตัดลำที่พบรูเจาะไปทำลายนอกแปลงทันที อย่ากองทิ้งริมไร่เพราะหนอนข้างในจะเข้าดักแด้แล้วออกเป็นผีเสื้อกลับมาวางไข่รอบใหม่ หลังรื้อตอควรหมุนเวียนพืชสลับเพื่อตัดวงจร และถ้ามีน้ำให้เสริมช่วงฝนทิ้งช่วง
ชีววิธี ปล่อยแตนเบียนให้ตรงจังหวะ
แตนเบียนได้ผลเมื่อปล่อยตอนเป้าหมายยังอยู่นอกลำ อัตราที่หน่วยงานราชการและงานวิชาการแนะนำมีดังนี้
- แตนเบียนไข่ไตรโคแกรมมา อัตรา 30,000 ตัวต่อไร่ต่อครั้ง ปล่อย 2-3 ครั้งในช่วงที่พบกลุ่มไข่ ตามคำแนะนำของกรมวิชาการเกษตร
- หนอนกอลายจุดใหญ่ ถ้าพบการทำลายลำน้อยกว่า 20 เปอร์เซ็นต์ ให้ปล่อยแตนเบียนหนอน 100-500 ตัวต่อไร่ทุกสัปดาห์
- ถ้าพบกลุ่มไข่ 0.5-1.0 กลุ่มต่อต้น ให้ปล่อยแตนเบียนไข่ 12,000-20,000 ตัวต่อไร่
- เมื่อพบไข่บนใบ ใช้ปิโตรเลียมสเปรย์ออยล์ 100 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร ซึ่งกระทบศัตรูธรรมชาติน้อยกว่า
สารเคมี ใช้เมื่อถึงเกณฑ์เท่านั้น
ใช้อัตราตามตารางข้างต้น สลับกลุ่มสารระหว่างรอบ และอย่าเพิ่มอัตราเองเพราะเห็นว่ารอบก่อนไม่ได้ผล ถ้ายอดแห้งยังเพิ่ม ให้ตรวจก่อนว่าหนอนเข้าลำแล้วหรือยัง และละอองลงถึงโคนกอจริงไหม

อ้อยระยะย่างปล้องปลายฝน ต้องเฝ้าระวังอะไรเพิ่ม
ระยะย่างปล้องคือช่วงที่อ้อยสร้างน้ำหนักและเริ่มสะสมความหวาน หนอนที่เจาะลำช่วงนี้จึงกินผลผลิตโดยตรง สิ่งที่ต้องเพิ่มคือการมองที่ลำ ไม่ใช่แค่ยอด ให้เดินดูรูเจาะบนปล้อง ขุยขี้หนอนสีน้ำตาลตรงข้อ และลำที่หักง่ายเมื่อโยกด้วยมือ
ช่วงนี้ควรเน้นวิธีกลกับชีววิธีมากกว่าการพ่นซ้ำ เพราะลำสูงและใบแน่นทำให้ละอองเข้าถึงยากขึ้นทุกสัปดาห์ การตัดลำที่พบรูเจาะออกไปทำลายจึงคุ้มแรงที่สุด อีกเรื่องที่มักถูกมองข้ามคือความสมบูรณ์ของต้น อ้อยที่ได้ธาตุอาหารครบจะซ่อมเนื้อเยื่อบริเวณรูเจาะได้ดีกว่า ถ้าอ่านอาการใบไม่ออก ลองเทียบกับแนวทางใน อ่านอาการขาดธาตุอาหารจากใบพืช ก่อนเติมอะไรลงไป
ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยเมื่อจัดการหนอนกออ้อย
ที่เจอบ่อยที่สุดคือพ่นสารตอนหนอนเข้าไปอยู่ในลำแล้ว ซึ่งสารทางใบไปไม่ถึงตัวหนอน รองลงมาคือใช้น้ำน้อยเกินไปจนละอองไม่ถึงโคนกอ ใช้สารตัวเดิมซ้ำจนหนอนต้านทาน และกองลำที่ตัดออกไว้ริมแปลงจนกลายเป็นแหล่งเพาะรอบต่อไป
- รอให้ยอดแห้งเยอะก่อนจึงลงมือ ทั้งที่จังหวะคุ้มที่สุดคือช่วงพบกลุ่มไข่
- นับยอดแห้งแบบกะประมาณ ไม่ได้สุ่มนับจริง จึงตัดสินใจจากความรู้สึก
- เหมาว่ายอดแห้งคือขาดน้ำอย่างเดียว แก้ด้วยการให้น้ำและใส่ปุ๋ยโดยไม่ผ่าโคนหน่อดู
- ปล่อยแตนเบียนแล้วพ่นสารออกฤทธิ์กว้างตามไปในไม่กี่วัน หรือผสมสารหลายชนิดในถังเดียวโดยไม่รู้ว่าเข้ากันได้หรือไม่
ใครที่ปลูกทั้งอ้อยและข้าวโพด อ่านวิธีวางเกณฑ์ตัวเลขเทียบเคียงได้จาก หนอนกระทู้ข้าวโพดลายจุด วิธีสังเกตและเกณฑ์ตัดสินใจพ่น
เคสจริงจากแปลง
สองเคสนี้มาจากคำถามที่เกษตรกรทักเข้ามาถามทีมเราจริง เล่าแบบไม่ระบุตัวบุคคล เฉพาะคำถามที่ทักมากับแนวทางตามหลักวิชาการ และไม่สรุปผลผลิตเพราะยังไม่มีข้อมูลติดตามกลับมา
เคสแรกเป็นชาวไร่อ้อยที่จังหวัดพิษณุโลก พื้นที่ 12 ไร่ อ้อยอายุ 5 เดือน ทักมาถามว่าช่วงนี้ควรดูแลอ้อยอย่างไรให้เหมาะกับระยะ สำหรับกรณีแบบนี้ หลักวิชาการที่ควรยึดคือ อ้อยอายุเท่านี้อยู่ในระยะย่างปล้อง ให้เดินสุ่มนับยอดแห้งและตรวจรูเจาะบนปล้องก่อน เพราะถ้ามีหนอนกอเข้าลำอยู่แล้ว การเร่งบำรุงต้นจะไม่ได้ผลเท่าที่ควร
เคสที่สองเป็นเกษตรกรที่ปลูกอ้อยร่วมกับข้าวโพด ข้าว และมันสำปะหลัง พื้นที่ประมาณ 30-40 ไร่ ใช้โดรนพ่นโดยผสมน้ำ 150 ลิตร และถามว่าจะผสมสารกำจัดหนอนลงไปด้วยได้ไหม สำหรับกรณีแบบนี้ ควรคิดกลับเป็นปริมาณน้ำต่อไร่ก่อน เพราะคำแนะนำของกรมวิชาการเกษตรระบุให้ใช้น้ำ 60 ลิตรต่อไร่ ซึ่งการพ่นด้วยโดรนมักใช้น้ำต่อไร่ต่ำกว่านั้นมาก ละอองอาจไม่ลงถึงโคนกอ และไม่ควรผสมสารหลายตัวโดยไม่ทราบความเข้ากัน รายละเอียดอ่านได้ใน การใช้โดรนเกษตรอย่างถูกต้อง
คำถามที่พบบ่อย
หนอนกออ้อยทำให้ผลผลิตลดลงกี่เปอร์เซ็นต์
กรมวิชาการเกษตรระบุว่าหนอนกอลายจุดเล็กทำให้อ้อยเสียหาย 5-40 เปอร์เซ็นต์ ขึ้นกับความรุนแรงและระยะที่ถูกทำลาย แม้อ้อยจะแตกหน่อใหม่ชดเชยได้ แต่หน่อใหม่อายุสั้นกว่า ทำให้ทั้งน้ำหนักและความหวานลดลง
อ้อยยอดแห้งกี่เปอร์เซ็นต์ถึงต้องพ่นยา
ใช้เกณฑ์ยอดเหี่ยว 10 เปอร์เซ็นต์ตามคำแนะนำของกรมวิชาการเกษตร เมื่ออ้อยอายุราว 1 เดือนและพบยอดเหี่ยวถึงระดับนี้ จึงเริ่มพ่นเดลทาเมทริน 3% อีซี อัตรา 10 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร 2-3 ครั้ง ห่างกัน 14 วัน ถ้าระบาดเกินกว่านั้นให้เปลี่ยนไปใช้สารที่เจาะจงหนอนมากขึ้น
แตนเบียนหนอนกออ้อยปล่อยกี่ตัวต่อไร่
แตนเบียนไข่ไตรโคแกรมมาใช้อัตรา 30,000 ตัวต่อไร่ต่อครั้ง ปล่อย 2-3 ครั้งช่วงที่พบกลุ่มไข่ ส่วนหนอนกอลายจุดใหญ่ที่พบการทำลายลำต่ำกว่า 20 เปอร์เซ็นต์ ให้ปล่อยแตนเบียนหนอน 100-500 ตัวต่อไร่ทุกสัปดาห์ และถ้าพบไข่ 0.5-1.0 กลุ่มต่อต้น ใช้แตนเบียนไข่ 12,000-20,000 ตัวต่อไร่
พ่นยาหนอนกออ้อยแล้วไม่ตาย เพราะอะไร
สาเหตุที่พบบ่อยที่สุดคือหนอนเข้าไปอยู่ในลำแล้ว สารที่พ่นทางใบจึงไม่สัมผัสตัวหนอน รองลงมาคือใช้น้ำต่อไร่น้อยเกินไปจนละอองไม่ถึงโคนกอ และใช้สารตัวเดิมซ้ำจนเกิดความต้านทาน ควรตรวจสามข้อนี้ก่อนสรุปว่าสารไม่ดี
แหล่งอ้างอิง
- ศูนย์วิจัยพืชไร่นครสวรรค์ กรมวิชาการเกษตร: แนวทางการป้องกันกำจัดศัตรูอ้อยในภาวะแล้ง
- ศูนย์วิทยบริการเพื่อส่งเสริมการเกษตร กรมส่งเสริมการเกษตร: หนอนกออ้อย
- ห้องสมุดเพื่อเกษตรกรไทย มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์: ระวังหนอนกอลายจุดใหญ่ในอ้อย
สรุป
หัวใจของการจัดการหนอนกออ้อยคือรู้ให้เร็วและตัดสินใจด้วยตัวเลข เดินสุ่มนับยอดแห้งสัปดาห์ละครั้ง แยกชนิดจากรูเจาะ ใช้เกณฑ์ยอดเหี่ยว 10 เปอร์เซ็นต์เป็นจุดเริ่มพ่นตามคำแนะนำของกรมวิชาการเกษตร พ่นด้วยน้ำ 60 ลิตรต่อไร่ให้ละอองถึงโคนกอ ปล่อยแตนเบียนในจังหวะที่พบกลุ่มไข่ ตัดลำที่พบรูเจาะไปทำลายนอกแปลง และไม่ปล่อยให้อ้อยขาดน้ำช่วงฝนทิ้งช่วง
หากต้องการคำแนะนำให้เหมาะกับแปลงของคุณ ทักทีมงานได้ที่นี่
อ่านต่อ
โรคใบขาวอ้อย ทำไมพ่นยาไม่หาย และต้องจัดการที่ท่อนพันธุ์ · ปลูกอ้อยข้ามแล้ง ปลูกเดือนไหน เตรียมดิน และกลบดินให้งอกรอด
เกี่ยวกับผู้เขียน →